Wednesday, July 18, 2018

9 อย่างที่ควรมีก่อนเริ่มเปิดร้านออนไลน์






  ทุกวันนี้มีผู้คนมากมายสนใจอยากเริ่มขายของออนไลน์ เพราะดูเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย แถมไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก แต่ที่จริงแล้ว การที่ร้านจะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวที่ดี เพราะไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะขาดทุน จนอาจทำให้ต้องล้มเลิกไปได้
วันนี้ เราเลยอยากขอนำ 9 อย่างที่ควรมีก่อนเริ่มเปิดร้านออนไลน์มาบอกคุณผู้อ่าน เพื่อให้ได้เตรียมตัวก่อนเริ่มเปิดร้านออนไลน์กันค่ะ

1. ชื่อร้าน

หลายคนคิดว่าจะตั้งชื่อร้านอะไรก็ได้ตามใจชอบ ยิ่งถ้าแปลกไม่ซ้ำใครยิ่งดี (บางทีถึงกับเปิดดิกชันนารีหากันด้วยซ้ำ) แต่หารู้ไม่ว่าชื่อที่อ่านออกเสียงยาก ไม่คุ้นหูคนไทย ก็มีผลทำให้ลูกค้าไม่จดจำร้าน หรือบางทีก็ไม่กล้าแนะนำร้านของคุณกับคนรู้จัก เพราะกลัวออกเสียงผิด เท่ากับคุณเสียโอกาสได้ลูกค้าใหม่ๆ ไปอีกคน เพราะอย่างนี้ คุณควรคิดให้ดีว่าอยากได้ชื่อที่ดูหรูแต่จำยาก หรือชื่อเบสิกที่จำง่าย นอกจากนี้ จะดีมากถ้าชื่อร้านของคุณมีความสัมพันธ์กับสินค้าที่คุณขาย เช่น ถ้าคุณขายนาฬิกาและตั้งชื่อให้มีคำว่า Time หรือ Watch ลูกค้าก็จะสามารถจดจำและหาร้านของคุณเจอได้ง่ายยิ่งขึ้น

2. สินค้า

สินค้าที่คุณเลือกขายอาจเป็นสิ่งที่คุณชอบก็ได้ เพราะคุณจะรู้รอบรู้ลึกเกี่ยวกับตัวสินค้านั้นๆ ทำให้เวลาขายสามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้ ไม่นับว่าการได้ขายของท่ีชอบจะทำให้คุณมีความสุข เหมือนได้ทำสิ่งที่รัก แต่ถ้าคุณไม่ได้ชื่นชอบอะไรเป็นพิเศษ แค่อยากมีร้านค้าเป็นของตัวเอง คุณอาจจะเริ่มโดยการสำรวจตลาดว่าสินค้าอะไรกำลังเป็นที่ต้องการและน่าจะทำกำไรได้ดี ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่คนส่วนมากหันมาใช้สมาร์ทโฟน การขายแบตสำรองหรือเคสโทรศัพท์มือถือก็เป็นความคิดที่ไม่เลว
แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกขายอะไร อย่าลืมคิดถึงราคาต้นทุนและกำไรที่จะได้รับ เพราะการขายของออนไลน์มีการตัดราคากันอยู่บ่อยครั้ง ทางที่ดีที่สุด คุณควรเริ่มด้วยสินค้าที่มีราคาต้นทุนต่ำ

3. เงินทุน

เงินที่คุณจะนำมาลงทุนในการเริ่มร้านออนไลน์ไม่ควรจะครอบคลุมแค่ค่าสินค้าที่คุณจะสั่งมาขาย แต่ควรรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่คุณอาจต้องเสีย เช่น ค่าโฆษณา ค่าจองพื้นที่ออกร้าน ฯลฯ ดังนั้น คุณควรวางแผนให้ดี ว่าเงินทุนของคุณนี้จะสามารถทำให้คุณดำเนินการได้แบบไม่ต้องไปขอยืมคนอื่นทีหลัง ยิ่งถ้าคุณคิดจะลาออกจากงานประจำมาขายของออนไลน์ด้วยแล้ว คุณยิ่งต้องคิดให้รอบคอบ

4. จุดยืนของร้าน

เมื่อมีสินค้าแล้ว ก็ถึงเวลาคิดว่าสินค้าของคุณเหมาะที่จะขายส่งหรือขายปลีกมากกว่ากัน บางครั้งการเลือกขายสินค้าส่งในราคาถูก เอากำไรน้อย อาจทำให้คุณรวยแบบไม่รู้เรื่องก็ได้ ในขณะที่สินค้าบางอย่าง เช่น สินค้าแฟชั่น ก็เหมาะที่จะขายปลีกแบบเอากำไรสูง

5. ช่องทางจำหน่าย

ช่องทางจำหน่ายก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของร้านคุณ หากคุณคิดจะเปิดร้านค้าออนไลน์ ช่องทางจำหน่ายที่ง่ายที่สุดก็คือ การเปิดเพจ Facebook เพราะทั้งเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายกว่าช่องทางอื่นๆ อย่าง เว็บไซต์ สามารถลงโฆษณาได้ตามงบและตามกลุ่มเป้าหมายที่คุณกำหนดเอง แถมยังอัพเดทได้ง่ายอีกด้วย

6. แผนการตลาด

แผนการตลาด เป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดชะตาของร้านคุณ เพราะถึงคุณจะมีสินค้าคุณภาพดีราคาถูก แต่ถ้าไม่มีใครรู้จักร้านของคุณก็ไม่มีประโยชน์ คุณจึงควรวางแผนให้ดีว่าจะโปรโมตร้านค้าหรือสินค้าของคุณอย่างไร จะดึงดูดลูกค้าอย่างไร และจะทำให้อย่างไรให้ร้านคุณที่เพิ่งเปิดใหม่เอาชนะร้านอื่นๆ ที่เปิดมาก่อนหน้าคุณได้ การวางแผนการตลาดอาจเริ่มจากขั้นตอนต่อไปนี้
- วาดภาพเป้าหมายให้ชัดเจน - มีขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เช่น เมื่อเปิดเพจแล้วจะทำให้คนรู้จักอย่างไร - วางงบประมาณที่จะใช้เพื่อทำให้ขั้นตอนต่างๆ สำเร็จ - วางกำหนดเวลาเพื่อประเมิน ตรวจสอบ และปรับปรุงแผน

7. ช่องทางการชำระเงิน

การชำระเงินควรเป็นเรื่องง่ายสำหรับลูกค้า คุณควรเปิดบัญชีสำหรับร้านของคุณกับธนาคารที่คนส่วนใหญ่ใช้บริการ แทนที่จะเลือกธนาคารที่ไม่เป็นที่นิยมแต่ให้ดอกเบี้ยดี นอกจากนี้ ถ้าคุณวางแผนจะขายสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ คุณก็ควรมีบัญชีที่รองรับการโอนเงินจากต่างประเทศ (และมีแผนสำหรับการจัดส่งสินค้าไปต่างประเทศแบบที่คุณไม่ขาดทุน) บัญชี Paypal นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีและสามารถสมัครใช้งานง่าย

8. ความอดทนและมุ่งมั่น

หลายคนเริ่มธุรกิจด้วยความรู้สึกอยากรวยเร็ว เราหวังให้การลงทุนของเราผลิดอกออกผลเป็นกำไรตั้งแต่วินาทีที่เราเริ่มเปิดร้าน แต่นั่นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นความเพ้อฝัน เพราะเมื่อคุณเริ่มเปิดร้าน เป็นไปได้ว่าคุณจะไม่มีลูกค้าเลยในอาทิตย์แรกๆ (ไม่นับเพื่อน ญาติ และคนรู้จัก) อาจมีลูกค้าหลายคนมาให้ความสนใจสินค้าของคุณแต่ก็จากไป คุณจะเริ่มสงสัยว่าคุณทำอะไรผิด บางครั้งอาจถึงขั้นอยากลดราคาแล้วขายทุกอย่างเพื่อให้คืนทุน อย่าทำแบบนั้น คุณต้องมั่นใจและหมั่นตรวจสอบแผนการตลาดของคุณว่าได้ผลตามคาดหรือไม่ และหัดปรับเปลี่ยน ทำอะไรใหม่ๆ เพื่อเรียกลูกค้า และอย่าท้อแท้

9. เวลา

ถ้าคุณเตรียมตัวจะยึดการขายของออนไลน์เป็นอาชีพก็แล้วไป แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ยังต้องทำงานประจำ คุณควรวางแผนบริหารเวลาให้ดี เพราะบางที “ความอยากได้” ของลูกค้าก็มีระยะเวลาจำกัด การที่คุณไม่สามารถโต้ตอบลูกค้าได้ทันเวลา อาจหมายถึงการเสียลูกค้าไป คุณอาจใช้ตัวช่วยอย่างระบบตอบกลับอัตโนมัติของ Page365 ตอบบทสนทนาจากลูกค้าในเวลาที่คุณไม่ว่าง เพื่อเป็นการซื้อเวลาไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกทอดทิ้งก็ได้
ทั้งหมดนี้ เป็นคำแนะนำเบื้องต้นที่เราหวังว่าคุณพ่อค้าแม่ค้าในอนาคตจะนำไปปรับใช้เพื่อเตรียมตัวเปิดร้านออนไลน์ ถ้าอ่านจนจบแล้วยังรู้สึกไม่มั่นใจ คุณอาจเริ่มต้นด้วยการใช้งาน Page365 ที่จะช่วยให้ร้านมีระบบการจัดการที่ดีตั้งแต่เริ่ม เรารู้ว่าการจะเริ่มต้นทำอะไรบางครั้งก็เป็นเรื่องน่ากลัว แต่ขอให้คุณผู้อ่านมีความกล้าสักนิด ถ้าไม่ลองก็คงไม่มีวันได้รู้นะคะ ไม่แน่คุณอาจจะเป็นเศรษฐีร้อยล้านคนต่อไปก็ได้

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Tuesday, July 17, 2018

30 เคล็ด(ไม่)ในลับการ บริหารดูแล page ให้โด่งดังเป็นพุลแตก

  Fanpage เป็น Social Media ช่องทางหนึ่งในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนในโลก Social Network ในปัจจุบันการมี Fanpage ก็เหมือนกันการมีหน้าร้านในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Fanpage ขายสินค้าแฟชั่น, Fanpage ขายผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือ แบรนด์ดังๆก็ใช้ Fanpage เป็นช่องทางในการ PR หรือ ประชาสัมพันธ์ สินค้า
      อาจจะกล่าวได้ว่า การโปรโมทแฟนเพจให้โด่งดังเป็นพลุแตกได้นั้น ก็ถือว่า Fanpage หรือแบรนด์ของคุณนั้นประสบความสำเร็จในการทำการตลาดออนไลน์แล้วระดับหนึ่ง ดังนั้นไม่ว่าใครก็หวังอยากจะให้ Fanpage ของตนเป็นที่รู้จัก มีคนมาติดตาม มาไลค์ มาแชร์ มาชอบมาเป็นแฟนสินค้าหรือแบรนด์ของเราจริงๆสมชื่อ FANPAGE
      ออลไอเดีย จึงได้รวบรวมเคล็ดไม่ลับดีๆ ที่จะช่วยให้คุณบริหารจัดการ Fanpage ขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง
30 เทคนิค ที่ปฎิบัติตามแล้ว Fanpage ของคุณอาจกลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังเป็นพลุแตกในอนาคต
1. ความมุ่งมันและตั้งใจ ถ้าคุณไม่มีข้อนี้ ก็คงไม่ต้องอ่านเคล็ดลับที่เหลือ เพราะ Fanpage จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากผู้บริหารจัดการ Fanpage นั้นขาดความ มุ่งมันและตั้งใจ แล้วคุณจะหวังให้ Fanpage ของคุณดังได้อย่างไร
2. การตั้งชื่อ Fanpage ให้สอดคล้องกับสินค้าและบริการของคุณ ทำให้มีผลต่อการค้นหาใน Google หรือ SEO แต่การใช้สินค้าและบริการเป็นชื่อ Fanpage เช่น ตั้งชื่อว่า รับผลิตเฟอร์นิเจอร์ราคาถูก Fanpage อาจจะขึ้นอันดับที่ดีในการค้นหา แต่อย่าลืมว่าชื่อแบรนด์ นั้นเป็นสิ่งสำคัญ คนจะจดจำคุณได้จากชื่อแบรนด์ของคุณ เมื่อคนจำชื่อแบรนด์คุณไม่ได้ ก็ยากที่สินค้าและบริการของคุณจะโด่งดังในโลกออนไลน์
3. การปรับแต่ง Link / URL ของ Fanpage ให้สวยงามเข้ากับชื่อแบรนด์ ถ้าจะให้ดีต้องสั้นและจดจำได้ง่าย Link / URL คือ http://facebook.com/username หลัง / สุดท้ายที่คุณสามารถปรับแต่งคำให้สวยงาม ถ้าลืมปรับแต่งตอนสร้าง Fanpage อย่าตกใจ คุณสามารถปรับแต่งได้อีกครั้งตอนที่มียอดมี Like มากกว่า 25 Like
4. Fanpage ก็เหมือนตัวแทนของสินค้าและบริการของคุณ เลือก Type ของแฟนเพจให้ถูกต้อง เพราะมันคือการบอกกับคนในโลกออนไลน์ ว่าคุณคือใคร คุณทำอะไร คุณเป็นบริษัท คุณเป็นร้านค้า หรือ คุณเป็นเพจที่ให้ความบันเทิง และสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ รายละเอียดของแฟนเพจ ใส่ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนให้ครบถ้วน เพราะนอกจากคนจะเข้าใจว่าเราคือใคร ทำอะไรแล้ว ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กันแฟนเพจได้อีกด้วย
5. มีหลายคนคิดว่าการนำ Fanpage ไป Post ตาม Fanpage ดังๆนั้น คนคงจะเห็นมากมายแถมยังประหยัดเงินในการโปรโมตอีกต่างหาก คุณรู้หรือไม่ว่า การกระทำนี้เรียกว่าการ Spam Post หมายความว่า คุณไปก่อความน่ารำคาญให้กับFanpage ดังๆเหล่านั้นและแฟนๆของเพจ ซึ่งอาจจะทำให้ Fanpage ของคุณโดน Ban ได้ เพราะมันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อ Fanpage ของคุณ หรือซ้ำร้าย คุณอาจจะโดน Report ที่ทำให้ Fanpage ของคุณถูกปิดตัวลงได้
6. ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง เมื่อคนคลิ๊กเข้ามาที่ Fanpage ด้วยความสนใจแต่พบกับ ภาพCover Page ที่ ไม่สวยงาม ภาพเลือนรางไม่คมชัดเพราะไปเซฟมาจากอินเตอร์เน็ต ความน่าเชื่อถือและโอกาสที่ผู้คนจะกลายมาเป็นแฟนของเพจคุณนั้นก็จะริบหรี่ลงไป ดังนั้น Fanpage ของคุณควรมีภาพลักษณ์ที่ดี ภาพประกอบที่ช่วยส่งเสริมการขายสินค้าและบริการ ภาพที่ POST ในแต่ละวันควรได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าและบริการของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7. ความรวดเร็วและความใส่ใจในการตอบคำถามเรื่องสินค้าและบริการเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งข้อความที่ลูกค้ามาถามในINBOX หรือ ใน COMMENT ใต้โพส เพราะช่วงเวลาที่คุณให้ลูกค้ารอ ลูกค้าสามารถไปถามข้อมูลใน Fanpage อื่นๆได้เช่นกัน และ Fanpage ที่มีการบริหารจัดการที่ดี จะให้ข้อมูลและการบริการที่รวดเร็วทันใจลูกค้า สามารถปิดการขายและสร้างรายได้ไปแล้ว ก่อนที่คุณจะมาตอบลูกค้าเสียอีก
8. Fanpage ที่ต้องการขายสินค้าและบริการ ควรจัดระบบอัลบั้มรูปภาพที่FACEBOOKให้เกิดประโยชน์ อัพเดทรูปภาพและแยกอัลบั้มให้เข้าใจชัดเจน กลายเป็นแคตตาล็อคออนไลน์ได้ทันที และคุณควรใส่ชื่อสินค้าและบริการ รวมถึงคำอธิบายสรรพคุณและช่องทางการติดต่อลงไปให้ครบถ้วน เพียงเท่านี้ คุณก็ได้เพิ่มโอกาสในการขายของได้มากขึ้น จาก Fanpage แล้ว เพราะลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกชมเลือกดูสินค้า ได้อ่านข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ครบถ้วน ก็พร้อมจะติดต่อคุณทันที ด้วยช่องทางติดต่อที่คุณให้ไว้นั่นเอง
9. ปัจจุบัน Facebook ได้ปรับระบบให้ แฟนเพจเพียง1-2% เท่านั้น ที่จะเห็นโพสของคุณในแต่ละครั้ง ซึ่งหมายความว่า อีก98-99% ของแฟนเพจ ยังไม่เห็นโพส ดังนั้น Fanpage ควรจะเพิ่มจำนวน Post ในแต่ละวันให้มากขึ้น จากวันละ2ครั้งเป้นวันละ5ครั้ง เป็นต้น เพื่อเพิ่มจำนวนการรับรู้ของแฟนเพจ ในการโพสแต่ละครั้ง แต่ก็ไม่ควรบ่อยจนเกินไปจนน่ารำคาญพาลจะโดน unlike page หรือ น้อยจนเกินไป จำนวนที่เหมาะสมกำลังดีอยู่ที่ 3-5 ครั้ง / วัน
10. หาช่วงที่คนจะเข้าเพจเยอะที่สุด เพื่อโพสในช่วงเวลานั้น โดย Fanpage จะต้องวิเคาะห์จากกลุ่มเป้าหมายของตัวเองหรือ ฐานข้อมูลของแฟนๆ ในเพจ ว่าเป็นใคร จะเข้ามาเล่นเฟสบุ้คช่วงเวลาไหน ยกตัวอย่างเช่น แฟนเพจของคุณเป็นผู้หญิงในช่วงอายุ25-36ปี ซะส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นวัยทำงาน ที่น่าจะพักทานอาหารกลางวันเป็นเวลา ดังนั้น ช่วงก่อนเที่ยงวันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการโพสรอไว้ เพราะส่วนใหญ่คนจะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเฟสบุ้คในช่วงเวลาพักรออาหารในเที่ยงวัน และ เล่นเฟสบุ้คในช่วงเวลาที่กลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์หลังจากทางอาหาร เป็นต้น ซึ่งอาจจะต้องใช้ประสบการ์ณในการบริหารเพจซักระยะหนึ่ง เพราะแต่ละเพจก็มีช่วงเวลาคนเข้าเยอะที่ไม่เหมือนกัน
11. ใช้ตัวช่วยคู่ใจ ที่ผู้ดูแลเพจทุกคนจะต้องใช้นั่นคือ การตั้งเวลาโพส ที่จะช่วยให้ Fanpage ของคุณ มีความเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง ตรงเวลาไม่ห่างหายไปจากแฟนๆ แม้คุณจะไม่ว่างหรือจะหยุดยาว แต่เพจจะยังคงอัพเดทและทักทายแฟนๆเสมอ
12. ถ้าคุณเป็นเพจที่ขายสินค้าและบริการ การลงรูปสินค้าไปแล้วควรจะลงข้อมูลอธิบายรายละเอียดสินค้าและช่องทางการติดต่อให้ครบถ้วน เพราะการที่คุณโพสรูปที่ขาดข้อมูลจะทำให้ลุกค้าเกิดคำถามมากมาย ส่งผลให้คุณปิดการขายได้ช้า ลูกค้าต้องรอคำตอบ อีกทั้งคุณต้องเสียเวลาคอยมาตอบคำถาม สุดท้ายคุณอาจจะขายของไม่ได้เลย
13. อย่าพึ่งท้อ หากคุณพึ่งเปิด Fanpage ใหม่ โพสข้อมูลให้ครบถ้วนและเยอะเข้าไว้ เพราะแฟนที่เข้ามาเจอ เพจที่มีโพสน้อยๆก็อาจจะส่งผลไปถึงความน่าเชื่อถือ โพสเยอะๆเข้าไว้ ถึงเราเปิดใหม่แต่น่าเชื่อถือรูปภาพสวยงาม ใครก็อยากติดตาม
14. วันที่เปิด Fanpage ใหม่แล้ว เชิญเพื่อนก็แล้ว เพื่อนช่วยเชิญก็แล้ว Like ก็ยังน้อยมากอยู่ อย่าพึ่งท้อว่าร้านคุณไม่ดัง คุณสามารถ โปรโมท Fanpage ด้วย Facebook Ads ได้ ดังนั้น คนที่คิดจะมี Fanpage ควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการวางแผนโปรโมต Fanpage ตั้งงบประมาณในการโปรโมตไว้ เพื่อให้ได้ Like เร็วที่สุด นั่นคือ ในช่วง 3 เดือนแรก หลังจากนั้นค่อยลดงบประมาณลง จนแฟนเพจของคุณอาจจะโด่งดัง จนไม่ต้องง้อ Facebook Ads แล้วก็ได้
15. อ่านข้อ14.จบ คิดว่าหลายท่านคงคิดถึงบริการ เพิ่มไลค์ทันใจ หรือบางท่านอาจจะเสิร์ชกุ๊กเกิ้ลไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้มันจะถูกแถมได้LIKEมากมาย แต่ LIKE ที่ได้มาก หลายหมื่นLike นั้น ไม่ใช่ลูกค้าของคุณ คุณโพสขายของไป ลูกค้าของคุณก็ไม่เห็น เพราะไม่ใช้ลูกค้าที่แท้จริงมาLIKE แล้วใครจะมาซื้อของๆคุณ Post รูปไป หลายหมื่นLike นั้น ก็ไม่มาLIKEรูปคุณ ดังนั้น มันเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือที่ผิดและไม่ยั่งยืน เท่าการโปรโมตผ่าน
Facebook Ads เพราะ คนที่มา LIKE คือ กลุ่มเป้าหมายของคุณ ที่สนใจ Fanpage สนใจสินค้าและบริการของคุณจริงๆ อีกทั้งยังอาจโดน facebook แบนอีกด้วย
16. ช่วงเริ่มต้นการทำ Fanpage แค่ Facebook Ads อาจจะยังไม่เพียงพอ เราอาจจะต้องใช้บริการ Boot Post / Promote Post / ส่งเสริมโพสต์ ด้วยในกรณีที่ เป็น Post ที่สามารถปิดการขายได้ หรือ สามารถสร้างtraffic ให้คนมาที่ Fanpageได้
17. เรื่องที่จะโพสนั้นสำคัญที่สุด Fanpage ที่จ้องแต่จะขายของ โพสแต่รูปสินค้า แฟนก็อาจจะเอือมจนunlikeเพจเราได้ ดังนั้น เราจึงต้องหา content ดีๆมาแบ่งปัน บอกเล่าให้แฟนของเราบ้าง เช่น ข้อคิด เรื่องราวดีๆ ชักชวนทำบุญ เคล็ดลับที่น่าบอกต่อ หรือเรื่องขำชันที่น่ารักน่าแชร์ ยิ่งแชร์กันเยอะก็เป็นการช่วยเพิ่ม traffic ให้คนมาที่ Fanpage ได้อีก ต่างหาก
18. เพิ่มความน่าสนใจให้ตัวสินค้าได้ด้วย นางแบบน่ารักๆหรือคนดัง มาช่วยถือสินค้าหรือรีวิววีธีใช้สินค้า จะเป็นการช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าและบริการเรามากขึ้น
19. รู้เข้ารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ได้เวลาออกสำรวจตลาด ไปติดตาม Fanpage ที่เป็นคู่แข่งของเรา หรือ Fanpage ที่ประสบความสำเร็จโด่งดัง ศึกษาระบบของเพจนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบการสื่อสารของแอดมิน การจัดโปรโมชั่นดีๆ มีเล่นเกมแจกของ หรือแม้แต่การไปลองใช้บริการ เพื่อดูพฤติกรรมในการบริการลูกค้าว่าเพจดังๆเค้าทำอย่างไรถึงได้ประสบความสำเร็จได้ เพื่อเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับ Fanpage ของเราและตั้งเป้าหมายให้ทัดเทียมหรือดีกว่าเพจนั้นๆให้ได้
20. การโปรโมต Fanpage ด้วย Facebook Ads นั้น ไม่ใช่แค่ปล่อยให้เงินโปรโมตหมดไปในแต่ละวัน แต่ผู้ดูแลเพจควรจะเข้าไปดู Report และหมั่นสังเกตุสิ่งที่เกิดขึ้นใน Fanpageของคุณ เช่น ช่วงนี้ ยอดLIKE ลดลง หรืออยู่ๆยอดLIKEก็สูงขึ้นผิดปกติ หาสาเหตุว่าเพราะอะไร คุณจะได้ปรับการโปรโมต Fanpage ให้เหมาะสมและคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์
21. Fanpage ที่เน้นการขายสินค้าออนไลน์นั้น การส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ซึ่ง Fanpage ที่จัดการระบบนี้ให้ดูเป็นขั้นตอนและน่าเชื่อถือได้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการที่ Fanpageของเรา โดยเราสามารถปรับแต่ง Fanpage ให้น่าเชื่อถือได้ด้วยการ เพิ่ม Tab สถานะการจัดส่งของไปรษณีไทย Tab Post Tracking no. การจัดส่งของให้ลูกค้า
22. เพจที่โพสอย่างเดียว ไม่มีกิจกรรมอะไร จะมีความเคลื่อนไหวในเพจน้อยและทำให้เพจนิ่ง แฟนเห็นโพสที่ชอบก็LIKE โพสที่ไม่ชอบก็ไม่LIKE การชอบรูปไม่ได้หมายความว่าแฟนจะต้องเข้ามาที่เพจของคุณ Fanpage ควรจัดกิจกรรมเล่นเกมส์ง่ายๆ กับแฟนๆบ้าง แจกของรางวัล ให้กด Like หรือ Share Post / Page นั้นๆ สร้างtraffic มหาศาลจากเพื่อนๆของแฟนเพจที่เห็นโพส หรือ การแชร์รูปต่อๆกันออกไป ดีกว่า Fanpage ที่โพสไปวันๆ นิ่งๆ เนือยๆ
23. ถ้าเรามี Instagram, Pinterest, Twitter, YouTube ของสินค้าและบริการของเรา ควรนำมาโพสและโปรโมตลงไปใน Fanpage ด้วย เพื่อช่วยเพิ่มtraffic และโอกาสในการขายให้กับช่องทาง Socail Media อื่นๆ ในทางกลับกัน Socail Media อื่นๆ ก็ต้องมี LINK หรือ ไอค่อน ที่สามารถจะเชื่อมโยงกันไปมาหากันได้อย่างทั่วถึง และสะดวกรวดเร็ว
24. ในทุกๆรูปและทุกๆcontentที่ Fanpage ทำขึ้นเองควรใส่โลโก้ลงไปด้วยเพราะ เมื่อถูก Share หรือ Copy ไป Post ต่อก็จะเป็นการBRANDING ที่ดีต่อ Fanpage ของเราไปในตัว
25. สิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้เลยอีกข้อ คือ การเลือกเนื้อหาที่จะโพสในเพจให้ไม่ขัดต่อศีลธรรมหรือใช้คำที่ไม่ก่อให้เกิดความไม่พอใจจากแฟน เช่น แบ่งสี เลือกข้าง ออกตัวสนับสนุนองค์กรใดๆที่ขัดต่อศีลธรรม แม้แต่การใช้ข้อความที่แฝงการดูถูก แบ่งชนชั้น หรือการวิจารณ์หน้าตา เพราะ อาจจะทำให้แฟนไม่พอใจหรืออาจจะเกิดเรื่องดราม่าในเพจคุณได้
26. หากมีลูกค้ามาถามใน Comment ที่ Post Fanpage ควรกด Like ข้อความนั้นให้ลูกค้ารับรู้และใช้ Reply เฉพาะไปที่ลูกค้าที่ ถามคำถาม เพียงคนเดียวเพื่อความเป็นส่วนตัว และดูใส่ใจที่จะตอบปัญหาอย่างทั่วถึงทุก Comment
27. อาจมีวันนึ่งที่คุณอยากจะปรับปรุง หรือ เปลี่ยนโฉมรูปแบบของ Fanpage ซะใหม่ คุณสามารถหยุดการแสดงผลของ Fanpage ไว้ชั่วคราวได้ ในระยะเวลาที่มีการปรับปรุง Fanpage ด้วยการไปที่
Edit Page > Edit Settings > Page Visibilit
28. การติดตามและอัพเดทความเคลื่อนไหว Fanpage เป็นสิ่งสำคัญ เราสามารถเข้าไปปรับการแจ้งเตือน Contact หรือ ไม่แจ้งเตือน Comment ได้ที่ Edit Page > Edit Settings > Notifications > มีให้เลือกทั้ง Email & Facebook
29. สิ่งสำคัญที่จะทำให้เพจโด่งดังแบบประหยัดงบประมาณ Fanpage ที่ทำการโปรโมต ด้วย Facebook Ads ควรมีการวัดผลว่า Ads แบบไหนที่เหมาะกับสินค้าและบริการของคุณ Ads แบบไหนที่จะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้กลายเป็นแฟนของคุณได้ อันเป็นการบริหารจัดการ Fanpage ที่ยั่งยืน
30. สุดท้ายนี้ อยากให้ทุกท่านกลับไปอ่านย้ำ ข้อ 1 อีกครั้ง
เคล็ด(ไม่)ลับ 30 ข้อ จะช่วยให้ Fanpage ของคุณโด่งดังเป็นพลุแตกได้แค่ไหน ก็อยู่ที่คุณแล้ว

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

สำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มทำ SEO ! มาทำความรู้จักคำศัพท์ 10 ตัวนี้ก่อนครับ


มือใหม่อยากเริ่มทำ SEO? มารู้จักคำศัพท์ 10 ตัวนี้ก่อน

1. SEO

แน่นอนว่าคำนี้จะต้องเป็นคำแรกที่ผมจะต้องพูดถึง เพราะถ้าคุณยังไม่รู้เลยว่า SEO คืออะไร การอ่านข้ออื่นๆ อีก 9 ข้อนั้นมันก็คงจะไม่ช่วยอะไร 🙂
SEO เป็นคำย่อของคำว่า ​Search Engine Optimization
Search Engine คือระบบการค้นหาข้อมูล ส่วน Optimization คือการทำในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด เมื่อเอามารวมๆ กันแล้วมันก็เลยกลายเป็นการทำให้ผลลัพธ์ที่มาจากระบบการค้นหาข้อมูลนั้นออกมาเหมาะสมที่สุด ซึ่งถ้าจะให้อธิบายเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ การทำ SEO นั้นก็คือการที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นขึ้นไปติดในตำแหน่งแรกๆ บน Search Engine เพื่อให้คนคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณ (คุณสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความหมายของ SEO ได้ที่นี่)

2. Keyword

Keywords คือคำค้นหาที่ใช้ใน Search Engine เช่นถ้าผมเปิด google.com แล้วพิมพ์คำว่า “ทำ SEO” ลงไปในช่อง Search คำว่า “ทำ SEO” ก็คือ Keyword นั่นเองครับ
Keyword มีความสำคัญยังไง?
การทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์นั้นคุณทำคอนเทนต์เพื่อให้ทั้งคน และอัลกอริทึ่มของ Search Engine อ่าน ต่อให้คุณเขียน หรือทำคอนเทนต์ (ที่คุณคิดว่า) ดีแทบตายยังไง แต่ถ้าหัวข้อเกี่ยวกับคอนเทนต์ที่คุณทำนั้นไม่มีคนสนใจค้นหา คนก็จะไม่เจอคุณผ่าน Search Engine อยู่ดี
ในความเห็นของผม ขั้นตอนการเลือก Keyword นั้นเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก และควรทำก่อนจะผลิตคอนเทนต์ขึ้นมาครับ

3. SERPs

SERPs ย่อมาจาก Search Engine Result Pages หรือหน้าที่แสดงผลใน Search Engine เวลาคนใส่ Keyword เพื่อทำการค้นหานั่นเองครับ
ซึ่ง SERPs ที่แสดงผลให้แต่ละคนเห็นนั้นจะต่างกันไปตาม Keyword ที่ใช้ค้นหา, Browsing History และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย (ซึ่ง Search Engine ไม่เปิดเผยเรื่องพวกนี้)
หน้าที่ของ SERPs นั้นมีอยู่แค่อย่างเดียวก็คือการพยายามที่จะแสดงผลลัพธ์ในการค้นหาให้ตรงกับใจของคนที่ค้นหาได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นลองเอา Keyword ที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณเข้าไปในใส่ Search Engine ดูครับ
ถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่อยู่ใน SERPs หน้าแรกๆ แสดงว่าคอนเทนต์ของคุณยังไม่น่าถูกเสิร์ฟให้กับคน หรือ Search Engine สักเท่าไหร่ครับ

4. URL

URL ย่อมาจาก Uniform Resource Locator หรือถ้าอธิบายภาษาง่ายๆ ก็คือเป็นเหมือนรหัสบ้านเลขที่ของเว็บไซต์นั่นเองครับ
ในความเห็นของผม ถ้าใน URL นั้นมี Keyword อยู่ด้วยจะส่งผลดีกับ SEO แล้วก็เวลาตั้งชื่อของหน้า (หรือแม้แต่ชื่อของโดเมน) ผมแนะนำว่าให้ใช้ภาษาอังกฤษดีกว่าภาษาไทยครับ เพราะภาษาไทยจะมีปัญหาเวลาเอาไปแชร์ นอกจากนั้นแล้วถ้า URL ของคุณที่เป็นภาษาไทยยาวมากๆ มันอาจจะโดนตัดทิ้งด้วยครับ

5. No Follow Link / Do Follow Link

โดยปกติแล้วลิงก์ที่คุณส่งไปหาคนอื่น หรือลิงก์ที่คนอื่นส่งมาหาคุณนั้นสามารถแบ่งได้ง่ายๆ ออกเป็น 2 แบบคือ No Follow Link กับ Do Follow Link ครับ
No Follow Link คือการที่ลิงก์นั้นๆ จะไม่ส่งผลประโยชน์ทางด้าน SEO ไปให้กับ URL นั้นๆ ส่วน Do Follow Link ก็กลับกัน คือมันจะส่งผลประโยชน์ทางด้าน SEO ไปให้กับ URL นั้นๆ นั่นเองครับ

6. XML Sitemap

XML Sitemap เป็นข้อมูลโครงการของเว็บไซต์ของคุณว่ามีหน้าไหนบ้าง และแต่ละหน้าเกี่ยวข้องกันยังไง
Search Engine ใช้ XML Sitemap ในการทำความเข้าใจเว็บไซต์ของคุณ และมันจะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นมีโอกาสติด Search Engine มากขึ้นด้วย (ไม่ใช่เพราะว่า Search Engine ให้ Ranking คุณสูงขึ้น แต่มันทำให้ Search Engine หาข้อมูลบนเว็บคุณได้ง่ายขึ้น)
ถ้าคุณใช้ WordPress ปลั๊กอินที่ชื่อว่า Yoast สามารถช่วยจัดการให้คุณได้จนจบ แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้ WordPress ลองเข้าไปดูวิธีการสร้าง XML Sitemap ได้ที่นี่ครับ

7. On-page SEO / Off-page SEO

On-page SEO คือการทำ SEO บนเว็บไซต์ของคุณ ส่วน Off-page SEO คือการทำ SEO นอกเว็บไซต์ของคุณ
ผมคิดว่าการทำ On-page SEO นั้นสามารถทำได้ง่ายกว่าเพราะมันเป็นปัจจัยภายใน ถ้าคุณสามารถ Optimize เว็บไซต์ของคุณได้ดีเช่นทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้เหมาะกับการทำ SEO, ผลิตคอนเทนต์ดีๆ ออกมา หรือทำเว็บไซต์ของคุณให้โหลดเร็วOn-page SEO ของคุณนั้นก็จะดีตามไปด้วย (คุณสามารถเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับการทำ On-page SEO – 4 เทคนิคทำ SEO ที่นักเขียนต้องรู้! เขียนบทความให้กลายเป็นตำนานบน Google ได้ครับ
สำหรับการทำ Off-page SEO ถ้าจะทำให้ดี อาจจะยากกว่าการทำ On-page SEO เนื่องจากว่าคุณต้องพึ่งปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่ควบคุมไม่ได้เช่นการทำ Guest Posting หรือการส่งข้อความไปพูดคุยกับเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อหา Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Off-page SEO ได้ที่ ศาสตร์ และศิลป์แห่ง Off-page SEO วิธีการสร้าง Backlink แบบง่ายๆ พร้อมตัวอย่าง!

8. Title Tag

Title Tag คือชื่อของเว็บไซต์ในแต่ละหน้าของคุณ ซึ่งชื่อของเว็บไซต์นี้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่างนึงในการทำให้คนเจอคุณบน SERPs นอกจากนั้นแล้วมันยังส่งผลต่อการที่คนจะคลิก หรือไม่คลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของคุณอีกด้วย
เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการตั้ง Title Tag ให้เหมาะสมก็คือคุณไม่ควรที่จะตั้งยาวเกินไป เพราะหน้าจอแสดงผลบน SERPs นั้นมีจำกัด ถ้าคุณตั้งยาวเกินไป คนก็จะเห็น Title ของคุณไม่ครบถ้วน (ถ้าคุณใช้ WordPress ปลั๊กอินที่ชื่อว่า Yoast สามารถช่วยคุณเช็คได้ว่า Title ที่คุณตั้งนั้นยาวเกินไปรึเปล่า
ถ้าคุณอยากอ่านเกี่ยวกับการตั้งชื่อเว็บไซต์เพิ่มเติม ผมแนะนำให้คุณไปอ่านบทความนี้ครับ วิธีตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจจนคนต้องกดอ่าน

9. Meta Description

Meta Description นั้นคือคำอธิบายที่แสดงผลอยู่ใน Title Tag และ URL นั่นเองครับ
ถึงแม้ว่า Meta Description นั้นจะมีความสำคัญต่อ SEO และการแสดงผลในหน้า SERPs ไม่เท่ากับ Title Tag แต่ผมคิดว่า Meta Description นั้นเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้คนคลิก หรือไม่คลิกไปยังเว็บไซต์ของคุณเลย
ถ้า Meta Description ของคุณน่าสนใจ ผมรับรองว่าคนจะคลิกเข้าไปหาเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นแน่นอนครับ
เช่นเดียวกับ Title Tag ถ้าคุณใช้ WordPress คุณสามารถใช้ Yoast ปรับแต่ง Meta Description ได้ครับ

10. Backlink

Backlink คือลิงก์ที่เว็บไซต์อื่นๆ ส่งมาหาคุณ ซึ่ง Backlink นั้นถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการทำ Off-page SEO สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่าการที่คุณได้ Backlink จากเว็บไซต์อื่นๆ (ที่มีคุณภาพ) มาเยอะ Search Engine ก็จะคิดว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพด้วยเช่นกัน
ป.ล. ถ้าคุณมีเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ และคิดว่า Content Shifu เป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเหมือนกัน เราจะดีใจมากถ้าคุณส่ง Backlink มาให้เรานะ : )

*สรุป*

และนี่ก็คือ 10 คำศัพท์ที่มือใหม่ในการทำ SEO ควรจะรู้จักเอาไว้นะครับ
“แก่น” ของ SEO คือการตอบสนองความอยากรู้ อยากค้นคว้าหาคำตอบของมนุษย์ครับ
ในความเห็นของผม การทำ SEO ที่ดีที่สุดคือการ “รู้แต่ไม่หมกมุ่น” ครับ ความหมายของผมคือคุณควรจะรู้จัก “แก่น” ของ SEO และพยายามตอบสนอง “แก่น” นั้นๆ ส่วนรายละเอียด หรือเทคนิคต่างๆ ในการทำ SEO นั้นเป็นสิ่งที่คุณควรรู้ แต่ไม่ควรจะหมกมุ่นกับมันมากเกินไปครับ

ตาคุณแล้ว

คุณรู้จักคำศัพท์พื้นฐาน 10 ตัวนี้ดีแล้วรึยัง? หรือมีคำศัพท์ไหนทีอยากจะแนะนำผม และคนอ่านท่านอื่นอีกบ้างรึเปล่า? มาคุยต่อกันได้ในคอมเมนต์เลยครับผม 
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Sunday, July 15, 2018

การทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google ด้วยตัวเอง



   เมื่อพูดถึงการทำ SEO แล้วประมาณ 3 วันก่อนผมเกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมาคืออยากเขียนบทความที่พูดถึงการทำ การทำ SEO เบื้องต้น ให้คนที่ไม่เคยมีพื้นฐานการทำ SEO หรือแม้แต่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า SEO คืออะไร สามารถเข้ามาอ่านและทำความเข้าใจได้ง่ายๆว่า SEO คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร แล้วจะลงมือทำเบื้องต้นได้อย่างไร นั่งเขียนอยู่ 1 วันเต็มจนกระทั่งออกมาเป็นบทความนี้ครับ
เวลาได้ยินอะไรที่เกี่ยวกับการทำ SEO ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะติดภาพการทำเงินออนไลน์พวก Affiliate ต่างๆหรือทำ SEO เพื่อหาเงินจาก Adsense ในความเป็นจริงแล้วประโยชน์ของการทำ SEO ยังมีมากกว่านั้นอีกเยอะมากๆ มันคือหนึ่งในหลายๆกระบวนของการตลาดออนไลน์ที่ใช้สำหรับโปรโมทสินค้าและสร้างแบรนด์ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว เบรคเอาไว้ตรงนี้ก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวไปอ่านกันเต็มๆด้านล่าง

เนื้อหาของบทความนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

  1. ขั้นแรก ผมจะพาไปทำความรู้จักก่อนว่า SEO คืออะไร สำหรับคนที่รู้อยู่แล้วก็ข้ามไปอ่าน 2 ได้
  2. แล้วการทำ SEO มันมีประโยชน์ต่อธุรกิจของเราอย่างไร
  3. กระบวนการทำงานของ Google ในการคัดเลือกเว็บไซต์
  4. วิธีทำ SEO On-page และ SEO Off-Page
  5. ทำ SEO อย่างไรให้ติดหน้าแรก Google
  6. สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการทำ SEO
ก่อนอื่นผมแจ้งไว้ก่อนเลยว่าบทความนี้ยาวมากๆ แต่เมื่ออ่านจบแล้วคุณได้รู้วิธีทำ SEO ด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น แม้ว่าคุณไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อนก็สามารถอ่านได้ครับ

การทำ SEO คืออะไร

ถ้าถามว่า SEO คืออะไร ผมว่าทุกคนคงพอจะมีคำตอบในใจบ้างอยู่แล้ว นิยามของ SEO นั้นมีมากมายขึ้นอยู่กับว่าสำนักไหนจะพูดถึงมันในมุมไหน ทำให้คำถามที่ว่า SEO คืออะไรนั้นสามารถอธิบายได้อย่างหลากหลายมากๆ แต่ในมุมของผมแล้ว การทำ SEO คือกระบวนการที่เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อดันอันเว็บไซต์ของเราให้ติดหน้าแรก Google ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่ง การโปรโมท การสร้าง Content ทุกอย่างเป็นไปเพื่อการดันเว็บไซต์ของเราให้ติดหน้าแรก Google ให้ได้
ภาพด้านล่างนี้คือ หน้าผลการค้นหาจาก Google ที่เราคุ้นตากันเป็นอย่างดี มันมีชื่อเรียกสั้นๆว่า SERP (Search Engine Result Page) คำถามคือในหน้าผลการค้นหานี้ Google ใช้หลักการอะไรในการเลือกเว็บไซต์ขึ้นมาแสดง แล้ว Google ตัดสินใจจากอะไรว่าเว็บไซต์ไหนควรอยู่ในอันดับหนึ่ง สอง สาม คำถามเหล่านี้แหละครับที่นำเราไปสู่การทำ SEO มันคือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ Search Engine ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Google Bing Yahoo เลือกเว็บไซต์ของเราขึ้นติดหน้าแรก
ทำ SEO ไปเพื่ออะไร
   แล้วการทำ SEO มันมีประโยชน์กับเราอย่างไร ทำไมเราจึงต้องศึกษาการทำ SEO กันด้วย ทำไมบางบริษัทจึงยอมจ่ายเป็นหลักแสนเพื่อจ้างทำ SEO ทำไมมันถึงกลายเป็นหัวข้อยอดนิยมทุกครั้งเวลาพูดถึงการทำการตลาดออนไลน์
ก็เพราะนั่นจะนำมาซึ่งโอกาสมหาศาลในโลกออนไลน์ครับ ทุกครั้งเวลาต้องอธิบายถึงประโยชน์ของ SEO ผมมักจะเปรียบเทียบกับการเปิดร้านอาหารในทำเลที่ดี ถ้าร้านอาหารของเราอยู่ในทำเลที่ดี เดินทางสะดวก จอดรถง่าย อาหารอร่อยแน่นอนว่าลูกค้าย่อมเต็มร้านของเราอย่างแน่นอน
ในทางกลับกันถ้าร้านอาหารอีกร้านหนึ่งที่อร่อยไม่แพ้กันแต่ทำเลไม่ดี เดินทางลำบาก รถติด ไม่มีที่จอดรถ อยู่ในซอยลึก ซอยแคบ รถเบียด น้ำท่วม ถนนหลื่น หมาเห่า แมวเดินตัดหน้ารถ (พอเถอะๆ 555) แน่นอนว่าอาจจะมีบางคนที่ยอมลำบากไปกิน แต่ก็มีอีกหลายๆคนที่ขอบาย
มันก็เหมือนกับการทำ SEO นั่นแหละครับ ถ้าเว็บไซต์ของติดหน้าแรก Google ได้นั่นหมายความว่าทำเลของเว็บไซต์เราดีมากๆ ลูกค้าสามารถค้นหาเจอได้ง่าย เมื่อลูกค้าค้นหาเจอได้ง่ายโอกาสอื่นๆก็ตามมาอีกเพียบ คนเข้าเว็บไซต์มากขึ้น ขายของได้มากขึ้น คนสมัครบริการมากขึ้น รายได้มากขึ้น คนรู้จักเว็บไซต์มากขึ้น คุณว่ามีประโยชน์มั้ยล่ะ 555

เข้าใจการทำงานของ Google

ลากยาวเกี่ยวกับประโยชน์ของการทำ SEO ไปแล้ว ก็เพื่อจะบอกสั้นๆว่า “ทำ SEO เถอะครับ มันมีประโยชน์แน่นอน” แต่ก่อนที่จะทำ SEO เราควรเข้าใจกระบวนการทำงานของ Search Engine (อย่างเช่น Google) เสียก่อนว่ามันทำงานอย่างไรกว่าที่จะค้นหาเว็บไซต์ออกมาให้เราได้
โดยกระบวนการทำงานของ Google อธิบายง่ายๆตามสไตล์ของผม แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆดังนี้ครับ
  1. การทำงานของ Google จะเริ่มต้นจากการส่งหุ่นยนต์หรือที่คนในวงการ SEO เรียกกันว่า Googlebot ออกไปเก็บข้อมูลตามเว็บไซต์ต่างๆทั่วโลก โดย Googlebot จะวิ่งไปตามเว็บไซต์ต่างๆด้วยลิงค์ที่เชื่อมโยงหากันเพื่อวิเคราะห์ว่าแต่ละเว็บไซต์ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตนั้นนำเสนอเนื้อหาเรื่องอะไร และ เป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword คำอะไรบ้าง
  2. เมื่อ Googlebot ออกไปเก็บข้อมูลมาแล้วว่าแต่ละเว็บไซต์เกี่ยวข้องกับอะไรบ้างก็จะนำมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Indexing) โดยผ่านอัลกอริทึ่มที่คิดค้นขึ้นมาโดยวิศวกรระดับหัวกะทิในการจัดเก็บและแยกประเภทของเว็บไซต์
  3. เมื่อผู้ใช้ทำการค้นหาด้วย Keyword คำใดๆก็ตาม Google ก็จะแสดงผลการค้นหาเป็น List ของเว็บไซต์ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูล แน่นอนว่ามันจะถูกจัดเรียงในหน้า SERP ด้วยอัลกอริทึ่มที่มีมากกว่า 200 ปัจจัยเพื่อเลือกว่าเว็บไซต์ใดจะได้อยู่ในอันดับ 1 2 3 ตามลำดับไล่ไปเรื่อยๆ

วิธีทำ SEO

แล้วก็มาถึงส่วนสำคัญของบทความนี้ นั่นก็คือวิธีการทำ SEO เบื้องต้นด้วยตัวเอง โดยในบทความนี้จะขอแนะนำการทำ SEO เบื้องต้นสำหรับมือใหม่ที่สามารถอ่านแล้วนำไปปรับใช้ได้ในทันที
โดยสากลแล้วกระบวนการทำ SEO จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งใหญ่ๆคือ

1.SEO On page การปรับแต่งภายในเว็บไซต์

SEO On-Page คือการปรับแต่งภายในเว็บไซต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้เว็บไซต์มีความเกี่ยวข้องกับ Keyword ที่ต้องการจะทำ SEO เช่นการเขียนบทความที่แทรก Keyword เอาไว้ถือเป็นการทำ SEO On-page อย่างหนึ่ง การทำ SEO On page สามารถแยกหัวข้อย่อยๆได้ดังต่อไปนี้
1.1 สร้าง Content ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword
แน่นอนว่า Content คือสิ่งที่ทำให้ Google เลือกเว็บไซต์ของเรา ถ้าเราสร้าง Content ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาและเป็น Content ที่มีประโยชน์ ทำไม Google จะไม่เลือกเว็บไซต์ของเราล่ะ คำว่า Content ในที่นี้หมายถึงบทความ รูปภาพ วิดีโอ หรืออะไรก็ตามที่ใช้ในการนำเสนอเนื้อหากับผู้ค้นหา
หลักในการทำ SEO เบื้องต้นก็คือการแทรก Keyword เข้าไปในเนื้อหาของบทความนั้นๆรวมถึงการใส่ Keyword เข้าไปใน Meta tag ทั้ง Title และ Description ด้วยเพื่อเป็นการบอกให้ Googlebot รู้ว่า Content นี้เกี่ยวข้องกับ Keyword คำนั้นอยู่นะ ยิ่งใส่ Keyword เข้าไปเยอะยิ่งแสดงให้ Googlebot รู้ว่าบทความของเราเน้นไปที่ Keyword คำนั้น (แต่ไม่ควรอัด Keyword เข้าไปมากจนดูไม่เป็นธรรมชาติ)
แต่เพียงแค่ใส่ Keyword เข้าไปอย่างเดียวยังไม่เพียงพอเพราะ Google มีวิธีการเรียนรู้จากกลุ่มของคำ ทำให้บางครั้งมันสามารถรู้ได้ว่าบทความนั้นกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มี Keyword คำนั้นประกอบอยู่ในบทความเลยก็ตาม แต่ Google จะอาศัยคำอื่นๆที่เกี่ยวข้องและมีความหมายคล้ายๆกัน (Synonym Keyword)
   จากด้านบนเป็นตัวอย่างของบทความในเว็บไซต์ของผมเองที่มีการเล่น Keyword คำว่า Da และ Pa โดยเมื่อลองค้นหาใน Google ว่า “Da Pa คือ” จะทำให้ Google ไปเลือกเว็บไซต์ที่มี Content เกี่ยวข้องกับ Da Pa ขึ้นมาแสดงในหน้า SERP
1.2 ปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีประโยชน์
เว็บไซต์ที่มีประโยชน์มักจะมาพร้อมกับกลุ่มผู้ติดตามที่แน่นหนา ก็เหมือนเวลาเราเข้าเว็บไซต์ต่างๆก็เพื่ออ่านเนื้อหาที่เป็นประโยชน์กับตัวเราจากเว็บไซต์นั้นๆ ดังนั้นเวลาสร้าง Content ให้คำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับจากการเข้ามาเสพ Content นั้นด้วย ควรถามตัวเองอยู่เสมอทุกครั้งที่สร้าง Content ว่า “ทำไมคนอื่นจึงต้องอ่าน Content นี้”
นอกจากการทำเว็บไซต์ให้มีประโยชน์แล้ว การทำเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ยกตัวอย่างของเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพก็อย่างเช่น สามารถใช้งานได้อย่างลื่นไหลไม่มีลิงค์เสีย การลดขนาดของ Landing page เพื่อให้สามารถดาวน์โหลดได้อย่างรวดเร็ว (แม้ในวันที่ Package 3G หมดแล้วก็ตาม) การหลีกเลี่ยงการใช้ Flash ที่ไม่ค่อยจะรองรับและทำให้เครื่องทำงานหนัก การทำเว็บไซต์ให้มีความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลของลูกค้า โครงสร้างของเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย และอื่นๆอีกมากมาย
1.3 รักษาประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้
User Experience ถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการทำ SEO ที่ดี ยกตัวอย่างเช่นยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ผู้คนใช้เวลากับ Mobile กันเป็นอย่างมาก เว็บไซต์ที่รองรับกับการใช้งานใน Mobile จะสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ดีให้กับผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถเสพเนื้อหาในเว็บของเราได้ทันที ไม่ต้องมาใช้นิ้วย่อ ถ่างขยายก่อน นอกจากนี้ User Interface หรือส่วนติดต่อกับผู้ใช้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ถ้า UI ของเว็บไซต์ใช้งานยากก็จะทำให้ผู้ใช้งานเกิดความสับสนและไม่สามารถทำสิ่งที่เจ้าของเว็บไซต์ต้องการได้

2. SEO Off Page การใช้ปัจจัยภายนอกเว็บไซต์

การทำ SEO Off-Page คือการใช้ปัจจัยภายนอกของเว็บไซต์มาช่วยในการโปรโมตเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักและสร้าง Traffic ที่มีคุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ โดยเมื่อพูดถึงการทำ SEO Off-Page มีอยู่คำหนึ่งที่คุณควรทำความรู้จักคือ Backlink
Backlink คือการทำลิงค์เชื่อมไปยังเว็บไซต์อื่นๆ คนส่วนใหญ่ทำลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่นๆก็เพื่ออ้างอิงหรือแชร์ลิงค์เว็บไซต์ที่ชอบ เพื่อแนะนำให้เพื่อนเข้ามาอ่านบทความนั้นๆ ทำให้ Google มองว่า Backlink เปรียบเสมือนกับการโหวต ถ้าเว็บไซต์ไหนได้รับ Backlink มากๆแสดงว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดี มีคุณภาพ จึงมีคนทำ Backlink เข้ามาหาเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็จะส่งผลดีต่ออันดับของเว็บไซต์ใน SERP ตามไปด้วย
แต่จำนวนของ Backlink อย่างเดียวยังไม่เพียงพอ คุณภาพก็มีความสำคัญไม่แพ้ สิ่งหนึ่งที่ควรรู้เอาไว้ก็คือ Google ค่อยๆลดความสำคัญของ Backlink ลงเรื่อยๆ อ่านได้จากบทความนี้ครับ ควรทำอย่างไรกับ SEO ในวันที่ Backlink ถูกลดความสำคัญ
  โดยนัยหนึ่งแล้ว การทำ SEO Off-page ก็คือการหา Backlink ที่สามารถสร้าง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ได้ โดย Backlink ที่มีคุณภาพจะถูกโยงเข้ามาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาคล้ายๆกันและเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ การโปรโมทเว็บไซต์สามารถทำได้ผ่าน Social Media ง่ายๆเพื่อสร้าง Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ ยิ่งเว็บไซต์ของเรามีคนเข้าชมมากๆนั่นย่อมส่งสัญญาณไปถึง Google ว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพและได้รับการยอมรับ ซึ่งจะส่งผลต่ออันดับในการค้นหาด้วย

ทำ SEO อย่างไรให้ติดหน้าแรก Google

   การทำ SEO ที่ดีควรเน้นไปที่ประโยชน์ที่ผู้ค้นหาจะได้รับจากการเข้ามาเสพ Content ในเว็บไซต์ของเรา คนเราเวลาค้นหาใน Google ก็เพราะต้องการข้อมูลอะไรบางอย่างหรือต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ถ้าเราสามารถสร้าง Content ที่ช่วยแก้ปัญหานั้นให้เขาได้นี่ถือเป็นการทำ SEO ที่ดีและ Google มองหาเว็บไซต์แบบนี้ ถ้าเขากำลังต้องการซื้อสินค้าอะไรบางอย่าง การทำ SEO ที่ดีควรจะบ่งบอกผู้ค้นหาให้ได้ว่าเว็บไซต์ของเรามีสิ่งนั้นคอยสนองเขาอยู่
นอกจากนี้การทำ SEO On-Page ที่ดีจะเป็นพื้นฐานของเว็บไซต์ที่ดี เว็บไซต์ที่รองรับการใช้งานบน Mobile ในยุคที่ Mobile กำลังครองเมืองจะได้เปรียบกว่าเว็บไซต์ที่ไม่รอบรับ เว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดได้รวดเร็วกว่าก็ย่อมได้เปรียบเว็บไซต์ที่ดาวน์โหลดได้ช้า เว็บไซต์ที่จัดโครงสร้างของเว็บไซต์ได้ดี เข้าถึงส่วนต่างๆได้ง่ายจะช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาส่วนต่างๆได้ง่ายเช่นกัน
นี่คือแก่นของการทำ SEO ที่ดี มันไม่ใช่ความพยายามในการเอาชนะหุ่นยนต์ ไม่ใช่การเอาชนะอัลกอริทึ่มใดๆทั้งสิ้น แต่มันคือการพยายามสร้างเว็บไซต์ที่ทุกคนชอบ เมื่อผู้คนชอบแล้วเดี๋ยวหุ่นยนต์มันก็จะชอบเว็บไซต์เราเอง
ใครอ่านบทความนี้แล้วสนใจการทำ SEO แบบจริงๆจัง สนใจศึกษาวิธีการทำ SEO ด้วยตัวเองไม่ต้องเสียเงินจ้าง ผมขอฝาก eBook สอนทำ SEO เล่มนี้เอาไว้ด้วยนะครับ “SEO Wizard” สอนการทำ SEO ตั้งแต่ระดับ Basic จนถึง Advanced อ่านจบแล้วสามารถทำได้เลยทันที
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Saturday, July 14, 2018

10 วิธีการทำ Viral Video ให้ประสบความสำเร็จ





   ปัจจุบัน Video Online ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะดูหนัง ละคร หรือรายการย้อนหลัง ทุกคนก็จะวิ่งเข้าหายูทูป จึงทำให้นักตลาด นักโฆษณา และแบรนด์ต่างๆ พร้อมใจกันทุ่มงบประมาณาเพื่อเอาใจผู้บริโภค ส่งผลให้ Video เป็นคอนเท้นต์ที่กำลังมาแรงสุดๆ ในปีนี้ เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย และรวดเร็ว โดย

Online Video มี 2 รูปแบบคือ

1. Branded Content เป็นวิดีโอที่แบรนด์หรือเจ้าของสินค้าเป็นผู้ผลิตเอง และโพสบนช่องทางของตัวเอง (YouTube, Facebook, Instagram) โดยจะผลิตเป็น TVC, Product Demon, Event coverage และ Viral Video
2. Earned Content เป็นวิดีโอที่ User หรือผู้บริโภคเป็นคนทำ และโพสลงในบล็อกของตัวเอง ซึ่งส่วนมากจะเป็นการรีวิว รายการออนไลน์ และ Social Video

สถิติที่น่าสนใจของผู้บริโภคต่อ Online Video

• 52% ของผู้บริโภคที่ได้ดูการรีวิวสินค้าด้วยวิดีโอก่อน จะมีแนวโน้มการซื้อสินค้ามากขั้น
• 3 ใน 5 ของผู้บริโภคจะใช้เวลา 2 นาที เพื่อดูวิดีโอโปรโมทสินค้า
• 1 ใน 2 ของผู้บริโภค ที่ได้ดูวิดีโอของสินค้าก่อนการซื้อ จะมีโอกาสคืนสินค้าน้อยกว่าคนที่ยังไม่ได้ดู
สำหรับแบรนด์ที่ยังไม่รู้ว่าต้องผลิต Video Content ประเภทไหนให้ตรงวัตถุประสงค์ที่สุด
• ถ้าต้องการสร้างการรับรู้ (Awareness) ให้ใช้ Video Content ประเภท TVC หรือ Viral Video
• ถ้าต้องการสร้างสื่อสาร ให้ใช้ Video Content ประเภท Product Video หรือ Influencer Review
• ถ้าต้องการสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ให้ใช้ Video Content ประเภทสอนการใช้สินค้า How to video
• ถ้าต้องการให้เกิดการกระจายต่อ ให้ใช้ Video Content ประเภท Consumer Video
Hero Content คือ คอนเท้นต์ที่ต้องการให้คนอยากรู้ อยากถามต่อ และพูดในโลกโซเชียลมีเดีย แต่ก็ยังมีข้อเสียคือ วิดีโอประเภทนี้จะมีอายุสั้นมากๆ หรือจะใช้แค่โปรโมทแคมเปญสั้นๆ เท่านั้น
Hygiene Content คือ สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังตามหา และสิ่งที่แบรนด์ต้องการนำเสนอ เช่น คุณต้องการทำข้าวผัด จึงค้นหาผ่าน YouTube และเจอคลิปสอนทำอาหาร ที่มีแบรนด์สินค้าเป็นผู้ให้การสนับสนุนอยู่
Earned Content คือ คอนเท้นต์ที่ผู้บริโภคทำขึ้นเอง อาจเป็นการรีวิวสินค้า รายการออนไลน์ เป็นต้น
หากถามว่าต้องทำอย่างไรให้ Video Content ที่คุณทำกลายเป็น Viral Video นักการตลาดหลายๆ คนก็จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่มี”เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถบังคับให้ผู้บริโภคคลิกไลก์ หรือแชร์ได้

ทฤษฏีการทำ Viral Video

1. วิดีโอต้องตรงกลุ่มเป้าหมาย

ยกตัวอย่างเช่น โฆษณา วอลโว่ทรัคส์ ชุด Live Test ที่นำแนวคิดที่แปลกใหม่โยงเทคโนโลยี Volvo Dynamic Steering กับการแสดงผาดโผนที่นำนักแสดงโดยดาราคิวบู๊ ฌอง-คล็อด แวน แดมม์ เข้ามาสื่อสารเรื่องได้อย่างชัดเจนจนเป็นที่เข้าใจถึงสมรรถนะของแก่นแท้ในประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ซึ่งหลังเจาะกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี และสร้างความตกตะลึงให้ผู้ที่ได้ชมคนอื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ โฆษณาชิ้นนี้ยังกวาดรางวัลจากงานประกวดคานส์ ไลออนส์ ซึ่งเป็นงานประกวดภาพยนตร์โฆษณาสำคัญสุดยอดระดับโลก ได้มากถึง 20 รางวัล



2. จุดพีคของวิดีโอควรต้องอยู่ในช่วง 5-20 วินาทีแรก

เหมือนกับโฆษณาของ Mercedes-Benz ตัวนี้ ที่ไม่ว่าใครเห็นก็ไม่อยากกด Skip แน่นอน




3. ใช้เรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในปัจจุบันมาเป็นแกนเรื่องในการผลิต

โฆษณาดี ๆ ที่ถูก Band อีกแล้ว


4. ต้องมั่นใจว่าผู้บริโภคจะไลก์-แชร์

ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาของไทยประกันชีวิต ที่เน้นการกระตุ้นอารมณ์ของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนไทย ที่ค่อนข้างเข้าถึงอารมณ์ซึ้ง ดราม่า และตลกได้ง่าย


5. ต้องสื่อสารได้ในวงกว้าง ถ้าถึงคนหมู่มากได้ดี

เหมือนกันวิดีโอชิ้นนี้ ที่เจาะกลุ่มผู้หญิงได้ดี แม้จะไม่ได้พูดภาษาเดียวกัน แต่เชื่อว่าผู้หญิงทั่วโลกที่ได้ดู จะต้องตระหนักถึงอะไรบางอย่างแน่นอน (ควรดูให้จบ!)


6. ต้องมีคีย์เวิร์ดให้จำง่าย หรือคำพูดติดปาก


7. ตั้งชื่อคลิปให้ค้นหาง่าย


8. ทำให้ผู้บริโภคเลียนแบบได้ง่าย

เหมือนกับคลิปนี้ที่เลียนแบบโฆษณาของวอลโว่ทรัคส์ โดยมีนักแสดงชื่อดังอย่าง Channing Tatum มาสร้างเสียงฮาให้กับผู้ที่ได้ดู

9. วิดีโอต้องสร้างอารมณ์ร่วมได้ (สนุกสนาน, ตื่นเต้น, เหลือเชื่อ, น่ารัก, อมยิ้ม, เซ็กซี่ ฯลฯ)

10. ถ้าทำทุกวิถีทางแล้ว ยังมีคนดูน้อย ก็คงถึงเวลาที่ต้องซื้อโฆษณาเพิ่มเติม (Facebook, YouTube และ Google)

วิธีการนำเสนอ 3 ช่องทางหลัก

1. Instagram เป็นคลิปสั้นๆ ประมาณ 15 วินาที คุณสามารถใช้รายงานสดการเปิดตัวสินค้า หรือการใช้พรีเซ็นเตอร์โพสคลิปวิดีโอเพื่อโปรโมทสินค้าใน IG ของพวกเขา
2. Facebook การโพสวิดีโอลงใน Facebook นั้นจะค่อนข้างได้ผลดีเมื่อคุณต้องการให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ หรือไลก์
3. YouTube (แบ่งได้ 2 ประเภท คือ แบบกดข้ามโฆษณาได้ และแบบกดข้ามโฆษณาไม่ได้)
ทั้งนี้ การใช้ทั้ง Facebook และ YouTube ควบคู่กันจะทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น และที่สำคัญการโพสวีโอในยูทูปในช่วงท้ายๆ คลิป ควรใส่ลิ้งค์เพื่อให้ผู้บริโภคคลิกไปหน้าเว็บไซต์คุณด้วย

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้