Sunday, September 16, 2018

องค์ประกอบสำคัญของ SEO


องค์ประกอบสำคัญของ SEO

    SEO (Search Engine Optimization) คือ การจัดอันดับเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้นๆ ของการ Search Engine จาก Google,Yahoo,Bing โดยเว็บไซต์นั้น จะต้องกำหนด Keyword ขึ้นมา เพื่อเป็นส่วนประกอบหลักในการ Search Engine เพื่อให้ผู้เข้าใช้บริการค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอนั่นเอง
     องค์ประกอบสำคัญๆของ SEO คือ การปรับแต่งเนื้อหาของเว็บไซต์ในบางส่วน ที่ละเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งจะสังเกตุได้ค่อนข้างยาก หากเล็งลงไปในแต่ละจุดลึกๆ แต่หากมองดูรวม ๆ แล้วจะเห็นถึงจุดที่แก้ไขนั้น ซึ่งจะปรากฏในอันดับจากการดำเนินการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ดีขึ้น และตำแหน่งที่สูงขึ้นในผลการค้นหาทั่วไป 
    เพราะฉะนั้นการทำ SEO ให้อันดับของเว็บดีขึ้น จึงจำเป็นต้องอาศัยส่วนต่าง ๆ ซึ่งก็คือ ทรัพยากรบุคคลในบริษัทนั่นเอง อันได้แก่


1. บุคลากรฝ่ายการตลาด


  ที่จะต้องทราบ คำหรือคีย์เวิร์ด(keyword) ใดมีประโยชน์ต่อธุรกิจ เพราะการตลาด ต้องวิเคราะห์การตลาดอยู่ตลอดเวลา ดูลักษณะการวางแผนของคู่แข่งทางธุรกิจ อันที่จะส่งผลให้ผู้ผลิตเกิดความพึงพอใจในการทำงาน และสามารถรองรับการตลาดจากฝ่ายตรงข้ามได้ และยังต้องวิเคราะห์ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ หากยอดขายไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ ซึ่งก็แปลว่า SEO ตกอันดับนั่นเองครับ

2.เว็บมาสเตอร์ 


  ที่ต้องคอยดูแลเว็บไซต์ ใส่ใจเว็บไซต์อยู่ตลอด ต้องออกแบบเว็บไซต์ให้เป็นที่น่าสนใจ มีการพัฒนาเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ

3.ฝ่ายวิเคราะห์


  ที่จะต้องรู้แนวปฏิบัติของทั้งหลายส่วนรวมทั้งภาวะแข่งขันกับคู่แข่ง 
    

  การขับเคลื่อนธุรกิจเว็บไซต์ออนไลน์ไปได้จึงจำเป็นจะต้องมีทรัพยากรบุคคลเหล่านี้ และต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้าน SEO เป็นพิเศษ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งเว็บไซต์ผู้ว่าจ้างและผู้จัดทำเว็บไซต์ 

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้


Thursday, September 13, 2018

Google My Business สุดยอดเครื่องมือในการทำธุรกิจ


Google My Business สุดยอดเครื่องมือในการทำธุรกิจ

เคยได้ยินหรือเห็นภาพ 1 : Google My Business กันมั้ยตอนที่เรากดค้นหา (Search) หรือ ค้นหาเเเผนที่ตั้งธุรกิจ (Google Map). Google My Business เป็นเครื่องมือฟรีที่ให้ธุรกิจและองค์กรจัดการตัวตนในโลกออนไลน์ (Online) บน Google รวมถึง การค้นหา (Search) และ เเผนที่ (Maps) เรามาดูวิธีทำกันเลยมั้ยคับ

า URL ของ http://www.google.co.th/intl/th/business/ ได้เลย พอเข้ามาเเล้วกด เริ่มเลย !
2. ใส่ข้อมูลธุรกิจของเราให้ครบถ้วนเเล้วกด ดำเนินการต่อ
3. ปักหมุด (Pin Map) สถานที่ประกอบกิจการหรือที่อยู่ของเราให้ Google รู้เเละกดให้ Google ส่งจดหมายมาเพื่อยืนยันที่อยู่ของเรา
4. ขั้นตอนสุดท้าย คือ รอจดหมายจาก Google เพื่อยืนยันรหัสมาให้เราทางที่อยู่ที่เราเเจ้งไว้กับ Google (ไม่เกิน 30 วัน)
5. นำรหัสในจดหมายมากรอกลงไปใน Google
6. เท่านี้ธุรกิจเราก็ปรากฏบน Google เเล้ว ! เราก็มาปรับเเต่งข้อมูลให้ดูน่าเชื่อถือกันเลยเช่น
  • เพิ่มรูปภาพสินค้า
  • เพิ่มรูปภาพทีมงาน
  • เพิ่มรูปภาพการทำงาน
  • เพิ่มเบอร์โทร
  • เพิ่มเว็บไซต์
  • เพิ่มเพจสำหรับธุรกิจของ Google plus
  • เชื่อมต่อรายงานกรเยี่ยมชมเว็บไซต์ Google Analytics

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Wednesday, September 12, 2018

SEO คืออะไร ? และทำไมเราต้องทำ SEO ด้วย ?

SEO คือ อะไร ? และทำไมต้องทำ SEO ?

SEO คือ อะไร ?  



รู้จัก Search Engine ก่อน ถึงจะรู้ว่า SEO คือ อะไร ?


กรุณาอ่านเนื้อหาภายใต้หัวข้อนี้ก่อนนะครับ เพราะหากคุณไม่รู้จัก Search Engine คุณก็จะไม่เข้าใจว่า "SEO คือ อะไร ?" เพราะทั้ง 2 นั้นมีความเกี่ยวข้องกันเหมือนแม่กับลูก ตัดกันไม่ขาด ผมพูดจริง ^_^

"Search Engine" แปลความหมายอย่างเป็นทางการเลยก็คือ "เครื่องมือค้นหา" แต่ถ้าใช้คำแบบนี้ มันก็คงจะทำความเข้าใจยากเกินไป เพราะฉะนั้น ผมขอเรียกมันว่า "เว็บไซต์สำหรับค้นหา (Search Engine Web)" ก็แล้วกัน ซึ่งถูกหลักไวยกรณ์หรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ขอเรียกตามนี้แหละ

เว็บไซต์สำหรับค้นหา เป็นเว็บไซต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่มีการเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งพอบอกแบบนี้ ผมก็คิดว่าหลายๆ คนคงรู้จักกันดี "Google" ไงครับ Google ก็คือหนึ่งในนั้น และเป็นเว็บไซต์สำหรับค้นหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดโลกด้วย

สองย่อหน้าที่ผ่านมานี้แค่น้ำจิ้มครับ ต่อไปเราจะต้องรู้ถึงหลักการหรือวิธีการทำงานของ Search Engine ก่อน ใจร่มๆ ครับ ไม่ต้องรีบร้อน หนทางยังอีกยาวไกล ค่อยๆ อ่านกันไป  ฮ่าๆๆ

หลักการทำงานของ Search Engine


ก่อนที่จะไปกันต่อ ผมขอบอกก่อนว่า ผมจะขอใช้ Google เป็นตัวแทนของ Search Engine แล้วกัน เพราะคิดว่าทุกคนคงรู้กันแล้วว่า Search Engine คือ อะไร ? และอีกอย่าง Google คือ ตัวแทนของ Search Engine ที่ทุกคนน่าจะรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับมันได้ง่ายที่สุด เข้าใจตรงกันนะครับ งั้นมาต่อกัน

Google จะส่งโปรแกรมเก็บข้อมูลชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "Robot" ไปตามเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก แล้วนำเว็บไซต์เหล่านั้น มาจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล เพื่อเอาไว้ใช้แสดงผลให้กับผู้ที่ทำการค้นหา ซึ่งภาษาอย่างเป็นทางการที่ใช้เรียกกระบวนการนี้เค้าเรียกกันว่า "การทำดัชนี (Index)"

ทีนี้...เวลาที่คนเราต้องการ Google เราก็จะทำการพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหาลงไปในช่องค้นหา แล้วกดค้นหา Google ก็จะนำเว็บไซต์ที่มีข้อมูลตามที่เราต้องการแสดงผลให้เรา ซึ่งสิ่งที่เราค้นหานั้น Google เรียกมันว่า "Keyword" หรือ "คำที่ต้องการค้นหา" นั้นเอง

คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า เวลาที่เราค้นหาอะไรก็แล้วแต่ ทำไม Google ถึงแสดงเว็บต่างๆ ออกมาให้เราอย่างมากมาย และทำไมเว็บไซต์ต่างๆ ที่ Google นำมาแสดงผลให้เรานั้น ถึงมีอันดับที่แตกต่างกัน

คำตอบ ก็เพราะ Google มีวิธีการในการคัดเลือกและจัดอันดับเว็บไซต์ต่างๆ มาแสดงผลให้เรา
แล้วทำไม Google ต้องทำแบบนั้น ?

คำตอบ เพราะ Google ต้องการแสดงสิ่งที่ดีที่สุดให้เรา เนื่องจากเว็บไซต์ต่างๆ มีข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องคุณภาพ จำนวนข้อมูล ความตรงต่อประเด็น หรือพูดง่ายๆ เลยก็คือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่ Google นำมาแสดงผลให้เรา มีความสอดคล้องกับ "คำที่ต้องการค้นหา (Keyword)" ไม่เท่ากัน

Google ได้เคยบอกเอาไว้ว่า ตนเองมีวิธีในการคัดเลือกและจัดอันดับเว็บไซต์มากกว่า 200 วิธี

ด้วยเหตุนี้...ก็เลยมีเหล่าผู้คนที่ต้องการรู้ว่า Google มีวิธีการในการจัดอันดับอย่างไร ซึ่งสาเหตุที่ต้องการรู้ถึงวิธีการของ Google นั้น ก็เพราะคนเราเหล่านี้ต้องการให้เว็บไซต์ของตนเอง สามารถที่จะแสดงผลลัพธ์ในอันดับที่ดี หรือ พูดแบบง่ายๆ เลยก็คือ อยากให้เว็บไซต์ตนเองอยู่อันดับแรกๆ นั้นเอง

จากความต้องการของเหล่าผู้คนที่ต้องการผลักดันให้เว็บไซต์ของตนเองอยู่ในอันดับแรกๆ ของผลการค้นหา จึงทำให้เกิดวิธีการเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าวขึ้นมา ซึ่งเราเรียกมันว่า :-

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมคิดว่า...ทุกคนก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่า Search Engine คือ อะไร ? และมีหลักในการทำงานอย่างไร ? และก็น่าจะรู้ด้วยว่า SEO มีต้นกำเนิดมาจากอะไร ? ทีนี้...เราก็น่าจะเข้าสู่หัวข้อหลักของบทความนี้กันได้แล่ว ถ้างั้น...เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ ^_^

SEO คือ อะไร ?


"SEO" คำนี้อ่านออกเสียงว่า "เอสอีโอ" ซึ่งย่อมาจากคำว่า "Search Engine Optimization" ซึ่งหมายถึง การปรับแต่งเว็บเพจหรือเว็บไซต์ให้มีความสอดคล้อง...กับ...วิธีการที่ใช้ในการคัดเลือกและจัดอันดับเว็บเพจหรือเว็บไซต์ของ Search Engine เพื่อให้มีอับดับที่ดีในผลลัพธ์ของการค้นหา หรือ พูดง่ายๆ เลยก็คือ วิธีการทำให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในอับดับแรกๆ ของการค้นหานั้นเอง

ซึ่งเจ้าวิธีการนี้ ผมขอเรียกมันว่า "วิธีการทำ SEO" ก็แล้วกัน เพราะในแวดวงนี้ เค้าเรียกกันอย่างนั้น

วิธีการทำ SEO นั้น มีหลักใหญ่ๆ ของการทำอยู่ 2 วิธีด้วยกัน ดังนี้
  1. On-Page SEO เป็นวิธีการทำ SEO โดยการปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้มีความสอดคล้องกับวิธีการการจัดอับดับเว็บไซต์ของ Search Engine ซึ่งมีอยู่หลายอย่างที่ต้องทำ แต่หลักๆ ที่ทำกันก็คือ "การใส่คำค้นหา (Keyword)" ให้สอดคล้องกับวิธีการจัดอับดับของ Search Engine
  2. Off-Page SEO เป็นวิธีการทำ SEO โดยการให้เว็บไซต์อื่นๆ ทำการลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ซึ่งในวงการ SEO เราเรียกมันว่า "Backlink" ยิ่งมี Backlink มากๆ โอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะอยู่ในอับดับการค้นหาที่ดี ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
วิธีการทำ SEO ทั้ง 2 วิธีในข้างต้นนี้ มันมีรายละเอียดค่อนข้างมาก เอาเป็นว่า ถ้าผมว่างๆ ก็จะมาเขียนอธิบายถึงทั้ง 2 วิธีนี้โดยละเอียดก็แล้วกัน เพราะถ้าจะเขียนในบทความนี้ก็คงจะอีกยาว...และอีกอย่างมันจะหลุดประเด็นจากที่ผมต้องการโฟกัสตามชื่อเรื่องที่ผมได้ตั้งเอาไว้ด้วย

ที่นี้...หัวข้อต่อไป "ทำไมต้องทำ SEO" มันเป็นคำถามที่พ่วงที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อรู้แล้วว่า "SEO คือ อะไร ?" ก็มักจะเกิดคำถามต่อไปนี้ว่า "ทำไมต้องทำมัน (SEO)" เพราะฉะนั้น เพื่อให้เรื่องนี้จบแบบนับศพทหารได้ทันที ผมก็จะขออธิบายว่าทำไมเราต้องทำ SEO ด้วยก็แล้วกัน

ทำไมต้องทำ "SEO"


ก่อนจะอธิบายแบบยืดยาว ผมขอตั้งคำถามกลับไปยังผู้ที่สงสัยว่าทำไมต้องทำ SEO กันเสียก่อนว่า.. 
  1. คุณอยากให้คนเข้าเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ ? (ต้องการ) แล้วคุณจะทำยังไง ?
  2. คุณอยากให้คนรู้จักเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ ? (ต้องการ) แล้วคุณจะทำยังไง ?
  3. คุณอยากเพิ่มยอดขายจากเว็บไซต์ของคุณหรือไม่ ? (ต้องการ) แล้วคุณจะทำยังไง ?
คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ก็คือต้อง "โปรโมท" หรือ "ประชาสัมพันธ์" ใช่ไหมละครับ แล้วคุณจะใช้วิธีไหนเพื่อโปรโมทหรือประชาสัมพันธ์ละ บางคนก็บอกว่า "ไปโฆษณากับเว็บใหญ่ๆ ซิ" บางคนก็บอกว่า "ไปโฆษณากับ Google ซิ" บางคนก็บอกว่า "โฆษณากับ Facebook ซิ" หรือบางคนอาจจะบอก "โฆษณาบน Bill Board เลย" ทุกวิธีที่ได้กล่าวมา ก็ล้วนแต่เป็นวิธีที่ดีทั้งนั้นครับ

แต่ผมถามหน่อยว่าที่บอกมาแต่ละอันนั้นมันใช้งบประมาณเท่าไหร่และมีความยั่งยันมากน้อยแค่ไหน ผมตอบให้เลย "เสียเงินมหาศาลและอยู่ได้แค่ช่วงสั้นๆ" แต่ถ้าคุณทำ SEO ผมรับรองได้เลยว่าอยู่นานและใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก...มากมาก...มาก... หรืออาจจะไม่เสียเงินเลยด้วยซ้ำ ถ้าคุณยอมเสียเวลาเพื่อศึกษาเรื่อง "SEO" เสียหน่อย และในโลกออนไลน์ก็มีบทความอธิบายเรื่องนี้อยู่เต็มไปหมด 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดก็คงจะเข้าใจแล้วนะครับว่า "SEO คือ อะไร ? และทำไมต้องทำ SEO"

สรุปปิดท้ายเกี่ยวกับ SEO


หากคุณอยากให้คนเข้าเว็บของคุณเยอะๆ เพื่อที่คุณจะได้โปรโมทธุรกิจ ค้าขาย หรือ สร้างรายได้จากเว็บไซต์ของคุณ "การทำ SEO" คือ หนึ่งในวิธีที่การที่ดีที่สุด เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดและยั่งยืนมากที่สุด และยิ่งในยุคปัจจุบัน ใครๆ ก็ใช้ Search Engine อย่าง Google, Bing และ Yahoo กันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น หากคุณอยากได้คนเข้าเว็บไซต์ของคุณจากการค้นหา (จำนวนมาก) การทำ SEO (Search Engine Optimization) คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์ของคุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Google AdWords


Google AdWords การทำโฆษณาแบบ Pay Per Click (PPC) ซึ่งเป็นการทำโฆษณาในรูปแบบหนึ่งของ Google Advertising คือ การทำโฆษณาบนหน้า Google ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ ซึ่งเมื่อคลิกที่โฆษณานั้นก็จะลิงก์ไปยังเว็บไซต์ ที่เรากำหนดไว้ได้ทันที ซึ่งคุณจะเสียค่าใช้จ่ายเมื่อมีคนคลิกเท่านั้น แต่ถ้าชมอย่างเดียว ไม่มีการคลิก ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยโฆษณาของคุณจะปรากฏตามคีย์เวิร์ด ที่คุณเลือก ซึ่งเว็บไซต์ของคุณจะต้อง อยู่ในส่วน Sponsored ของ Google สังเกตุจากเมื่อเราค้นหาอะไรซักอย่างจาก Google ผลที่ได้จากการค้นหาจะมีกรอบสี่เหลี่ยมอยู่ด้านบน และด้านขวาเสมอ


















ข้อดีของการทำ Google AdWords (PPC)

  •  การทำ Google AdWords ใช้เวลาภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้โฆษณา ปรากฎได้ทันที
  •  การทำ Google AdWords สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ทันทัน โดย
    • สามารถเลือกตลาดที่จะทำได้ เช่น ทำเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว หรือหลายประเทศ
    • สามารถเลือกภาษาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ เช่น เป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือ ภาษาอื่นๆ ก็ได้
    • สามารถเลือกได้ว่าจะแสดงผลที่ใดบ้าง เช่น ใน Google อย่างเดียว, บริการทุกอย่างของ Google (Google Content Network) และ Partner ของ Google ก็ได้
  •  การทำ Google AdWords ไม่ต้องเสียเวลาการปรับแต่งโครงสร้างเว็บไซต์
  •  การทำ Google AdWordsสามารถเลือกช่วงเวลาที่จะแสดงโฆษณาในแต่ละวันได้
  •  การทำ Google AdWords สามารถใช้คีย์เวิร์ด ได้ไม่จำกัดจำนวนและยังสามารถแก้ไข หรือเปลี่ยน แปลงคีย์เวิร์ด และ ข้อความโฆษณาต่างๆได้ตลอดเวลา ตามต้องการ
  •  การทำ Google AdWordsสามารถกำหนดงบประมาณประจำวันได้เอง


ประโยชน์ของการทำ Google Adwords (PPC)

  •  การทำ Google AdWords สามารถโฆษณาได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ
  •  การทำ Google AdWords ทำให้มีคนรู้จักเว็บไซต์คุณมากขึ้น
  •  การทำ Google AdWords เพิ่มโอกาสในการขายและทำให้ผู้คนเข้าถึงธุรกิจได้มากขึ้นอย่าง รวดเร็ว
  •  การทำ Google AdWords ได้รับผลกำไรกลับคืนมาก แต่เสียค่าใช้จ่ายน้อย
  •  การทำ Google AdWords ไม่ต้องเสียเวลาในการปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์
  •  การทำ Google AdWords สามารถขยายตลาดให้ครอบคลุมทั่วโลกได้
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Tuesday, September 11, 2018

ทำไมเราต้องใช้ SEO


SEO !!


ย่อมาจากคำว่า “Search Engine Optimization” หมายถึง กระบวนการที่ทำให้เว็บไซต์ ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของผลการค้นหาผ่าน Search Engine ด้วย Search Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ ข้อมูล เนื้อหา บทความ สินค้าและบริการ ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ของเรา โดยรักษาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเสมอ (ปกติจะพยายามทำให้อยู่ในหน้าแรกของการค้นหา)


ทำSEO 

ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ ?

คำตอบก็คือ การทำ SEO ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดลำดับโดย Search Engine แต่ถ้าค่าใช้จ่ายสำหรับการจ้างเจ้าหน้าที่ หรือ ผู้เชี่ยวชาญนั้นในการทำ 


SEO นั้นต้องเสียแน่นอนครับ แล้วแต่ว่าจะมากน้อยเพียงใดตามข้อตกลง ถึงแม้คุณจะอยู่ในลำดับที่ 1 ในหน้าแรกก็ตาม แต่การทำ


SEO 

นั้นจะต้องใช้ทักษะความรู้ ตลอดจนระยะเวลาในการทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับในหน้าแรก (โดยปกติหากมีทักษะอยู่แล้วไม่เกิน 6 เดือน)

ทำไมเราต้องทำ SEO 

?คำถามนี้อาจฟังดูแล้วธรรมดา แต่ในความรู้สึกผม ผมว่ามันไม่ธรรมดา การทำ SEO ต้องอาศัยทั้งทักษะและประสบการณ์มากมาย กับกฏเกณฑ์ที่ไม่ตายตัวของแต่ละ Search Engine อีกด้วย ถามว่าทำไมเราต้องทำ 


SEO 

ด้วยหละ ผมจะขอตอบแบบที่เข้าใจกันง่าย ๆ ก็แล้วกันครับ เพื่อจะได้เข้าใจตรงกันตามประเด็นนี้มากขึ้น

1. เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น (ยิ่งเป็นอันดับที่ 1 ใน Keyword นั้น ๆ ด้วยยิ่งดี)

2. เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine

3. เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ

4. เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น (อันนี้เหมาะกับเว็บ e-Commerce และ e-Marketing ต่าง ๆ )

5. เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จักเราให้ได้มากที่สุด

6. การทำ SEO เป็นการประหยัดเวลาระยะยาว (แต่ใช้เวลาทำนานไม่น้อยกว่า 6 เดือน)

7. ถ้าคุณติดลำดับต้น ๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

8. เพื่อเป็นการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดการใช้งานโดยผู้ใช้ ไม่ใช่แค่เรากับเพื่อนเรา

9. เหตุผลอื่น ๆ ที่คุณอยากให้เว็บคุณเป็น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นมีผลดีโดยรวมทั้งสิ้น ถึงแม้จะใช้เวลาในการพัฒนานานก็ตาม แต่ผลตามมาคุ้มค่ามาก เพราะหากคุณได้รับการ Index ในหน้าแรกของการค้นหาผ่าน Search Engine แล้วหละก็ผลดีดีต่าง ๆ จะตามมาหลาย ๆ อย่าง และอีกประการการทำ 


SEO นั้นมีผลดีในระยะยาว (แต่คุณต้องไม่ใช้วิชามารในการทำ 


SEO 

หนะครับเพราะถ้าทำอย่างนั้นไม่นาน Search Engine ต่าง ๆ จะเริ่มแบนคุณภายในไม่เกิน 1 ปีอย่างแน่นอน)

ข้อสำคัญอีกประการ สำหรับการทำ SEO ถ้าคุณติดลำดับในหน้าแรกหรือหน้าที่สองแล้ว พยายามรักษาลำดับนั้น ๆ ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะนั่นคือ ลำดับที่ดีที่สุดสำหรับเว็บของคุณแล้วครับในเบื้องต้น.

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Sunday, September 9, 2018

ทำไมเราต้องสนใจกับ SEO ด้วยหละ


เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ Google เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรา แต่จะมีบทบาทต่อไปอีกนาน ทำไมเราต้องสนใจ SEO ด้วยล่ะ เป็นคำถามที่ตอบยากนะ เอาเป็นว่า
– ถ้าคุณไม่ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ คุณก็ไม่ต้องสนใจ SEO
– ถ้าคุณไม่มีเว็บไซต์เพื่อโปรโมทแบรนด์ช่องทางออนไลน์ คุณก็ไม่ต้องสนใจ SEO
– ถ้าคุณไม่มีเว็บไซต์สำหรับโปรโมทองค์กร คุณก็ไม่ต้องสนใจ SEO
– ถ้าคุณไม่ทำ Adsense คุณก็ไม่ต้องสนใจ SEO
– ถ้าคุณไม่ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสร้างรายได้ คุณก็ไม่ต้องสนใจ SEO
และคงมีอีกหลายๆปัจจัยที่ทำให้คุณไม่ต้องสนใจคำว่า SEO โดยเฉพาะถ้าคุณไม่สนใจเรื่องออนไลน์ อินเตอร์เน็ต ขายสินค้า โปรโมทสินค้า ประชาสัมพันธ์องค์กร หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ออนไลน์ คุณไม่ต้องสนใจ SEO อีกก็ได้ แต่ถ้าคุณมีสินค้าสำหรับขายผ่านช่องทางออนไลน์ คุณก็อยากให้ลูกค้า/กลุ่มเป้าหมาย ค้นหาสินค้าคุณเจอผ่าน Search engine อันดับต้นๆ ด้วยคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ นั่นแหละคุณต้องทำ SEO แต่ถ้าคุณต้องการให้แบรนด์ของคุณมีคนรู้จักมากขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการค้าหาผ่าน Search engine โดยใช้คีย์เวิร์ดที่มีส่วน/ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณ นั่นแหละคุณต้องทำ SEO หรือคุณจะโปรโมทองค์กรของคุณ ขยายช่องทางการขาย ทำการตลาดออนไลน์ แม้กระทั้งหาลูกค้าช่องทางออนไลน์ หรืออะไรก็ตามที่ส่งผลดีต่อธุรกิจคุณ คุณยิ่งจำเป็นที่ต้องทำ SEO ทั้งนั้น
เริ่มน่าสนใจแล้วใช่มั้ย ว่าทำไมเราต้องสนใจ SEO
ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณขายเสื้อผ้าออนไลน์ ราคาตัวละ 200 บาท ต้นทุกทั้งหมด 120 บาท ถ้าคุณขายได้ 1 ตัว คุณจะได้กำไร 80 บาท แต่ถ้าคุณพึ่งเริ่มทำในขณะที่ตลาดเสื้อผ้ามีเยอะมาก ถ้านับเฉพาะตลาดออนไลน์ก็มีคู่แข่งเยอะมาก แต่มีเพียง 10 เว็บแรกเท่านั้น ที่จะขึ้นหน้าแรกได้ หน้าต่อไปหน้าละ 10 เว็บๆ ไปเรื่อยๆ ถ้าผู้ขายเสื้อผ้าออนไลน์มี 1,000 ร้าน คุณเปิดเว็บใหม่ๆ โอกาสที่เว็บจะเข้ามาหน้าค้นหาอันดับต้นๆยากมาก อย่างดีก็รั้งท้าย อย่างเศร้าก็เข้ามาไม่ได้ (หมายถึงคุณไม่ได้เข้ามาอยู่ในฐานข้อมูล Search engine)
วิธีที่ทำที่จะโปรโมทให้กลุ่มเป้าหมาย/ลูกค้า รู้จักเว็บคุณมากขึ้น
วิธีแรก ลงโฆษณากับ Google ข้อดี ขึ้นเร็วมาก ทุกคนที่ค้นหามาด้วยคีย์ที่คุณใช้ จะเจอเว็บคุณทั้งหมด นับว่าขึ้นมาหน้าแรกทันทีถ้ามีทุนพอ ข้อเสีย โฆษณา google จะเป็น PPC (จ่ายเมื่อมีคนคลิกโฆษณา) อีกอย่างต้องเข้าใจด้วยนะว่า ต่อให้เห็นสินค้าคุณ แต่ไม่ปิดการขาย คุณก็ยังไม่ได้เงิน เข้าใจใช่ไหม
วิธีที่สอง ลงโฆษณาผ่านแบนเนอร์กับเว็บดังๆ ข้อดีของเว็บดังๆคือ มีคนเข้ามาในเว็บมากในทุกๆวัน เขาอาจเห็นแบนเนอร์ของเราบ่อยๆ เขาจะคลิกแบนเนอร์คุณเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณ มันอยู่ที่ความน่าสนใจของแบนเนอร์ และความสนใจของคนที่ท่องเว็บด้วย ข้อเสีย โฆษณาแนวนี้เป็นราคาคงที่ ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน และส่วนมากความสนใจของนักท่องเว็บจะสนใจคอนเท้นในเว็บมากกว่า โฆษณาในเว็บแน่นอน เผื่อใจไว้ด้วย
วิธีที่สาม ลงโฆษณาผ่าน Social media ต่างๆ ข้อดีคือ มีทั้งฟรี และเสียเงิน ฟรีจะเป็นกลุ่ม Social แบบสำหรับขายของ แต่กลุ่มขายของจะไม่ค่อยน่าสนใจกับกลุ่มซื้อของสักเท่าไหร่ แบบเสียเงิน จะเป็นกลุ่ม Social สำหรับคอนเท้นเฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น ค่าบริการก็จะขึ้นกับผู้ติดตาม ยิ่งมากยิ่งแพง ทำใจไว้ได้เลย
และอีกหลายวิธีที่ทำให้คุณเสียเงินได้อีกมาก แต่มาดูวิธีที่จ่ายเงินน้อย แต่คุ้มค่าระยะยาวกันดีกว่า วิธีนั้นก็คือ “การทำ SEO”
การทำ SEO เป็นการทำ Online marketing วิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำให้เว็บของเรามีความน่าสนใจในมุมมองของ Search engine มากที่สุด และทำให้แสดงผลการค้นหาในคีย์เวิร์ดที่เราใช้ ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆของการค้นหาบน Search engine ต่างๆ
จากตัวอย่างขั้นต้น ถ้าคุณไม่ทำ SEO เวลาค้นหา “ขายเสื้อผ้าออนไลน์” ใน Google คุณอาจต้องค้นไปเป็นร้อยหน้า กว่าจะเจอเว็บคุณ
แต่ถ้าคุณทำ SEO เวลาค้นหา “ขายเสื้อผ้าออนไลน์” ใน Google คุณจะเจอเว็บต้วเองในอันดับต้นๆ หรือถ้าโชคดีก็อาจจะอยู่ในหน้าแรก
ยกตัวอย่าง คีย์เวิร์ด “ขายเสื้อผ้าออนไลน์ราคาถูก” มีการค้นหาต่อวันที่ 200,000 ครั้ง ถ้าเว็บคุณอย่ในหน้าแรก และ 10% ของการค้นหาเข้าเว็บคุณ แสดงว่าใน 1 วันมีคนเข้าเว็บคุณ 20,000 คน ในจำนวนเข้าเว็บทั้งหมด สมมติว่ามีเพียง 2% ที่ปิดการขายสินค้าของคุณ และซื้อคนละ 1 ชิ้น จะได้กำไรทั้งหมด 400×80 = 32,000 บาท
นี่แค่ตัวอย่างของการทำ SEO จนกว่าเว็บจะขึ้นมาอยู่หน้าแรกในคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ อาจจะไม่ใช่วันแรกที่ทำได้แบบนั้น อาจจะเป็นเดือน หลายเดือน หรือเป็นปี แต่ถ้าระยะยาวคุณได้ตัวเลขเหมือนตัวอย่างที่ผมทำให้ดูแล้ว ผมว่ามันคุ้มค่าที่ได้ทำนะ นี่แหละ “ทำไมเราต้องสนใจ SEO”
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Thursday, September 6, 2018

ทำไม Onpage SEO ถึงสำคัญ?


เราก็วางแผนกันไว้ว่าจะเริ่มทำ SEO เพื่อดันอันดับในบาง keyword ที่เกี่ยวข้องกับ product ของเรา โดย keyword ที่เราจะหยิบขึ้นมาเล่นกันนั้นก็ถือว่าค่อนข้าง makesense และไม่ยากเกินไปสำหรับการดันให้ติด 1 ใน 3 อันดับแรกของการค้นหา โดยคำค้นสำคัญที่เราให้ความสนใจกันนั่นคือ “ที่จอดรถ” และ “เช่าที่จอดรถ” เนื่องจากเว็บไซต์หลักของเราเขียนด้วย Ruby on Rails จึงอาจจะทำ SEO ยากกว่า CMS อย่าง WordPress ที่มี plugin ตัวช่วยสำหรับการ ping และปรับแต่ง SEO อยู่พอสมควร ผมเลยคิดว่าการทำ onpage SEO เนี่ยแหละน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเริ่มทำได้ นอกนั้นก็ค่อยหา traffic จากภายนอกเอา

SEO แบบ onpage นั้นอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรสำหรับการทำอันดับ แต่ดีสำหรับการทำเว็บไซต์แบบระยะยาว พูดกันง่ายๆ คือทำอันดับช้า แต่ถ้าขึ้นแล้วก็อยู่ได้สบายๆ เหมือนกับตอนนี้ที่ถึงแม้ว่า content ภายในเว็บไซต์ Parking Duck จะไม่ค่อยมีการ active จากทั้งผู้ใช้ และผู้พัฒนาเลย แต่ก็ยังอยู่อันดับต้นๆ ของการค้นหาได้แม้จะผ่านมาปีกว่า

รู้ปัจจัยภายนอก, ปัจจัยภายใน

ปัญหาที่คนมีเว็บไซต์ใหม่ๆเจอเลยคือ ทำไมเว็บไซต์ของตัวเองถึงไม่ได้อันดับที่ดีบน search engine(อย่าง Google, Bing) ถึงแม้ว่าเว็บไซต์นั้นจะมีเนื้อหาที่ดี หรือน่าดึงดูดด้วยลูกเล่นใหม่ๆ แต่ก็ยังไต่อันดับได้ช้า อีกทั้งบางทีก็ไม่สามารถกระโดดแซงหน้าคู่แข่งที่อยู่ในลิสต์ได้ บางคนอาจจะไปลงทุนสร้างโฆษณาตาม social network ต่างๆ หรือไม่ก็ซื้อบริการที่รับทำ SEO โดยเฉพาะ
โดยตามความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จะส่งผลต่อคะแนน SEO ในระยะยาว อาจจะไม่ใช่ปัจจัยภายนอก
การปรับแต่งเว็บไซต์ให้สามารถแสดงผลได้อย่างถูกต้องตามหลักที่ crawler เข้ามาเก็บข้อมูลได้นั้นอาจจะสำคัญกว่า นั่นหมายความว่าสิ่งแรกที่เราควรจะนึกถึง และลงมือทำหลังได้เว็บไซต์ใหม่ๆ เลยไม่ใช่การไปซื้อโฆษณาหรือปั้มคะแนน SEO จากผู้ให้บริการภายนอก แต่คือการที่เราต้องมานั่ง optimize ปรับแต่งการแสดงผลบางส่วนให้ถูกต้องตามหลักมากกว่า
การปรับแต่ง SEO ในเว็บไซต์ของเราเองเรียกว่า onpage SEO ครับ
ถือเป็นวิธีการที่เราสามารถทำได้เอง, ไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งผมยังมองว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นการทำ SEO ด้วย ซึ่งโดยปรกติแล้วเราจะไม่รู้วิธีการภายนอกอย่าง algorithm ของ search engine, การทำ SEO ของคู่แข่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้แน่ๆ คือเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของเราเอง โดยเราสามารถตรวจสอบคะแนน onpage SEO ผ่านเว็บไซต์ให้บริการ SEO checker ต่างๆ ได้ฟรีด้วยเช่น
  • https://varvy.com
  • http://www.seowebpageanalyzer.com
  • http://seositecheckup.com
เว็บไซต์เหล่านี้จะบอกรายละเอียดคร่าวๆ ของหน้าเว็บไซต์หลักที่เป็น homepage ของเราว่า ได้คะแนน SEO เบื้องต้นอยู่ที่เท่าไหร่ มี tag อะไรที่อยู่บนหน้าเพจนั้นบ้าง และควรจะปรับแต่งอะไร หรือแก้ไขอะไรเพิ่มเติมให้ถูกหลัก ซึ่งเครื่องมือพวกนี้เป็นเครื่องมือง่ายๆ ที่จำเป็นมากสำหรับคนที่เริ่มต้นศึกษา SEO ซึ่งคุณอาจจะไม่ต้องเป็น programmer จ๋า แค่มีพื้นฐานอ่านภาษา HTML ได้บ้างก็สามารถปรับแต่งเองได้แล้ว

Title, Description และ Keywords

หัวใจหลักที่เราควรให้ความสำคัญเลยคือ 3 อย่างนี้ครับ Title, Description และ Keywords ซึ่งทั้งหมดเป็น basic HTML markup ที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้เองผ่าน meta tag แต่ละส่วนจะทำหน้าที่ตามความหมายของมันเองคือ หัวข้อหรือชื่อเว็บไซต์, รายละเอียดของเว็บไซต์ และ คำค้นของเว็บไซต์(เมื่อเรียงตามลำดับ) ทั้งสามอย่างนี้เราสามารถเปลี่ยนเนื้อหาได้อย่างอิสระ ไม่มีกฏเกณฑ์อะไรตายตัว ซึ่งผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพดังนี้
  • Title: JindaTheme รับเขียนเว็บไซต์ และโมบายแอพฯ
  • Description: JindaTheme รับเขียนเว็บไซต์, โมบายแอพฯ โดยการันตีเรื่องคุณภาพ และเน้นในเรื่องของ User Experience เป็นหลัก นอกจากจะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้งานได้ง่าย
  • Keywords: Jindatheme, รับเขียนเว็บไซต์, ออกแบบเว็บไซต์, โมบายแอพฯ, web designer, web consulting, ให้คำแนะนำเรื่องเว็บไซต์, ทำเว็บไซต์คุณภาพ
ในส่วนของ Title และ Description นอกจากจะบอกว่าเว็บไซต์เราเกี่ยวกับอะไร หรือทำอะไรแล้ว ยังจะแสดงผลตอนที่เว็บไซต์เราถูกค้นหา และติดอันดับอยู่บน search engine ด้วย ดังภาพด้านล่าง
jindatheme seo

HTML header tag

การใช้ h1,h2,h3,h4,h5 และ h6 อย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้เพื่อจัดขนาดตัวอักษรให้สวยงามอย่างเดียวนั้นถือเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับการทำ SEO ด้วยเหตุที่ผลว่า search engine จะให้ความสำคัญของแต่ละ header tag ที่แตกต่างกันไป อย่าง h1 ที่จะถูกมองว่าเป็น header tag ที่สำคัญที่สุดภายในหน้าเว็บไซต์ และไม่ควรใช้เกิน 1 ครั้ง เราจึงนิยมใช้ h1 สำหรับชื่อของ brand, ชื่อของสินค้า หรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่เข้ากับเนื้อหาภายในหน้านั้น ซึ่งจะเรียงลำดับคะแนนความสำคัญลงมา ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันง่ายๆ ตามลิสต์ด้านล่างนี้ครับ
  • H1 = โลก
  • H2 = ทวีปเอเซีย
  • H3 = เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • H4 = ประเทศไทย
  • H5 = ภาคกลาง
  • H6 = กรุงเทพมหานคร
หรือถ้าจะนำไปใช้จริง(ยกตัวอย่างของ Parking Duck) เมื่อผู้ใช้เข้าไปที่หน้าของประกาศปล่อยเช่าที่จอดรถสักหน้านึง เราก็จะพบกับข้อมูลมากมายที่ถูกจัดแบ่งด้วย header tag เช่น
  • H1 = ให้เช่าที่จอดติดรถไฟฟ้า BTS หมอชิต เดือนละ 2,000 (ชื่อประกาศ)
  • H2 = ถนนกำแพงเพชร 2 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 (ที่อยู่)
  • H3 = รายละเอียดของที่จอด
  • H3 = ราคาต่อเดือน, ค่าธรรมเนียม ฯลฯ
  • H3 = การยืนยันตัวตนของผู้ใช้
ซึ่งจะเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องใส่ header tag จาก 1-6 ให้ครบ หรือบางครั้งจะใช้ลำดับความสำคัญอย่าง h3 ซ้ำกันหลายครั้งเพื่อบ่งบอก crawler ของ search engine ว่าเรากำลังจัดสัดส่วนของข้อมูลก็ได้เช่นเดียวกัน สำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะลองใช้เครื่องมืออย่าง SEOquake หรือ WebRank SEO ที่เป็น extension เสริมของ Google Chrome และ Firefox ในการตรวจสอบก็ทำได้เช่นกัน
seoquake google chrome extension
SEOquake google chrome extension

Image alt และ Link title

สิ่งที่คนทำเว็บไซต์มักมองข้ามและไม่ค่อยให้ความสนใจกันเสียเท่าไหร่คือ attribute “alt” ของ image และ attribute “title” ของ link ที่เราสร้างขึ้น สองสิ่งนี้มีความสำคัญกับ onpage มากพอกับ header tag ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เราไม่ได้ใส่ alt ให้รูปภาพ crawler จะมองว่าภาพนั้นไม่ได้ระบุว่าเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร มีความสำคัญอย่างไรกับเนื้อหาภายในหน้า เช่นเดียวกับ title หากเราใส่คำกำกับลงไปบน link ที่สร้างขึ้น จะช่วยทำให้ crawler รับรู้ได้ว่าลิงค์ที่สร้างขึ้นนั้น related กับเนื้อหามากน้อยแค่ไหน
สำหรับเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นด้วย WordPress เราสามารถใส่ alt ให้กับรูปภาพได้เองง่ายๆ ซึ่งเมื่อเวลาอัพโหลดรูปภาพใหม่ขึ้นไป ให้สังเกตุที่ช่อง Alt Text แล้วใส่ wording ที่ภาพนั้นสื่อขึ้นไปเพียงแค่นี้ครับ หากเราสลับไปดูแบบ text view ใน editor เราจะเห็น image tag ที่มี attribute alt ให้เรียบร้อย

แต่สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้ขึ้นด้วย WordPress ก็อาจจะต้องมานั่ง re-check รูปภาพแต่ละรูป แล้วก็เขียน alt ใส่ขึ้นไปเอง เช่นเดียวกับของ link ที่ต้อง hard code เข้าไปครับ สำหรับเครื่องมือไว้ตรวจสอบ markup tag บนหน้าเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักพัฒนานั้นคือเว็บไซต์ https://validator.w3.org
Jir4yu.me Markup checker
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ไม่มี error
JindaTheme Markup Checked
หากพบการเรียกใช้ tag ผิดวิธี หรือใช้ tag เก่าไป ฯลฯ จะขึ้นเตือน
หากเว็บไซต์ของเรามีการเรียกใช้ markup tag ที่ผิดหลักสากล หรือใส่ tag อย่าง image และ link ไม่ครบ เว็บไซต์นี้จะขึ้นแสดงเป็น error badge พร้อมวิธีปรับแก้ให้ด้วย

หลีกเลี่ยงการใช้ Flash, iFrame

เป็นที่รู้กันดีว่าเทคโนโลยีเก่าๆ หรือสิ่งที่ outdate ย่อมส่งผลต่อคะแนน SEO บนหน้าเว็บไซต์ ยิ่งช่วงหลังๆ Google เองก็ประกาศว่าจะยกเลิกการรองรับเทคโนโลยี flash แล้วหันไปใช้ html5 ในการแสดงผลทั้งแบบ static และ dynamic ที่สังเกตได้อย่างชัดเจนเลยคือระบบ advertisment ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น admob, adsense ก็ได้เปลี่ยนไปใช้ HTML5 ในการ animate แทนแล้ว
Google not supporting flash
ถึงแม้ว่า iFrame จะยังไม่ถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีเก่า แล้วก็ยังสามารถนำมาใช้บนเว็บไซต์ได้ในบางกรณี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาในการโหลดหน้าเว็บเพจที่ดึงมาเยอะขึ้น และค่อนข้างเป็นอุปสรรคกับเว็บไซต์แบบ responsive layout ด้วยเช่นเดียวกัน

Pagespeed – เพจไม่โหลด ผู้ใช้ก็ไม่รอ

Jir4yu.me Performance
การ optimize เว็บไซต์ให้แสดงผลได้อย่างรวดเร็วขึ้น มี performance ไปในทิศทางที่ดีนอกจากจะทำให้ผู้ใช้ทั่วไปพึงพอใจแล้ว ยังได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับการทำ SEO ด้วยเช่นกัน ซึ่ง Google เองก็มีเครื่องมือตัวที่ชื่อว่า PageSpeed Insights ให้นักพัฒนาเว็บไซต์ได้เข้ามาทดสอบความรวดเร็วในการแสดงผล เทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์เบื้องต้น พร้อมทั้งบอกวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นรายคะแนนให้ นอกเหนือจาก PageSpeed Insights แล้วยังมีเครื่องมือตัวอื่นที่ทดสอบได้ดีไม่แพ้กันนั่นคือ GTMetrix และ Pingdom
สำหรับเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress นั้นมีเครื่องมือมากมายที่ช่วย optimize ในส่วนนี้ โดยผู้พัฒนาหรือผู้ดูแลเว็บไซต์แทบจะไม่ต้องมีความรู้เรื่อง coding เลยด้วยซ้ำ อย่างเช่นการใช้ plugin ที่เกี่ยวกับ cache เข้ามาช่วยอย่าง w3 Total cache หรือ WP Super Cache ที่ผมเองเคยได้เขียนไว้ในบล็อกส่วนตัว(เรื่อง(ไม่)ง่ายของ WordPress กับ Cache plugin) หรือการลดทอนขนาดของรูปภาพที่เราอัพโหลดขึ้นไปบน WordPress ด้วยเช่นกัน
PageSpeed Module
สำหรับคนที่ไม่อยากยุ่งยากในเรื่องของ client ก็สามารถติดตั้ง Pagespeed module ของ Google เข้ากับ Apache/NginX ได้เลย

Sitemap กับ robots.txt

Google crawler sitemap

ถึงแม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับ onpage SEO และเนื้อหาภายในหน้านั้นโดยตรง แต่ Sitemap กับ robots.txt นั้นจะช่วยเสริม crawler ให้วิ่งไปเก็บข้อมูลที่ส่วนไหนถัดไป ทำให้เราควบคุมเนื้อหาหรือหน้าที่ต้องการจะแสดงในลิสต์ของ search engine ได้ด้วย วิธีการตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของเราถูก index หรือตรวจสอบว่าหน้านั้นอยู่ในลิสต์ของการแสดงผลหรือยัง ให้ใช้ “site:ชื่อเว็บไซต์” พิมพ์ไปในช่องค้นหาของ search engine ได้เลยครับ ตัวอย่างเช่น
ข้อควรทำทุกครั้งหลังจากขึ้นเว็บไซต์ใหม่ คือการส่งเว็บไซต์เข้า Google Webmaster Tools > ยืนยันเว็บไซต์ให้เรียบร้อย จากนั้นเข้าไปที่หน้าของ Crawl และเลือกไปที่เมนูย่อย Sitemaps > ทำการ add url sitemap ของเว็บไซต์เราเข้าไปได้เลย สำหรับเว็บไซต์ที่สร้างด้วย WordPress นั้นจะสร้าง sitemap ได้ง่ายหน่อย เพราะมี plugin หลายตัวช่วยในการ generate ขึ้นมาให้ ยกตัวอย่างเช่น Google xml sitemaps หรือ Yoast SEO

robots-txt-logo

เช่นเดียวกันในไฟล์ robots.txt ที่เราจะสร้างขึ้นมาเพื่อบอก crawler ว่าหน้าไหนหรือไฟล์ไหนภายในเว็บไซต์ที่เราอนุญาตให้เข้ามาเก็บข้อมูลได้ หน้าไหนที่ต้องการกันไม่ให้มาเก็บข้อมูลไปแสดงบนลิสต์ของ search engine แตกต่างจาก sitemap.xml ตรงที่ว่า robots.txt สามารถ generate ผ่านเว็บไซต์เครื่องมือต่างๆ อย่าง robotsgenerator หรือ seobook และยังสามารถตรวจสอบ syntax ที่สร้างขึ้นนั้นได้ออนไลน์ผ่านเครื่องมือ robots.txt Tester ของ Google ได้อีกต่างหาก

SEO is King but Content is God

นอกจากการทำตัวหนา ขีดเส้นใต้ หรือใส่ blockquote แล้ว เรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้เลยเรื่องนึงคือคุณภาพของเนื้อหาภายในเว็บไซต์นั้นส่งผลต่อคะแนนทั้ง onpage และ off-page SEO โดยประโยชน์ของการมีเนื้อหาคุณภาพดี นอกจาก crawler จะมองว่าเว็บไซต์เราถูกต้องตาม algorithm แล้ว ยังทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้ประโยชน์จากการอ่านด้วย ผมมองว่าการเสียเวลาสร้างเนื้อหา ถือเป็น long-term quality ที่จะทำให้เว็บไซต์เราติดดาวค้างฟ้าได้นาน และได้เปรียบคู่แข่ง
content-is-king
ตามหลักทั่วไป เนื้อหาควรมีความยาวมากกว่า 1,500 ตัวอักษรสำหรับภาษาอังกฤษ และมากกว่า 300 ~ 500 ตัวอักษรสำหรับภาษาไทย ควรมีรูปภาพประกอบที่เกี่ยวข้องกับบทความแทรกเข้าไปด้วย โดยพยายามเน้น keyword ที่เราต้องการออกมาเป็น sentence แต่มีข้อแม้ว่า keyword ดังกล่าวจะต้องไม่หนาแน่นหรือไม่ใช่บ่อยมากจนเกินไป ผมว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า density มันอยู่ที่กี่เปอเซ็นต์ แต่ที่ผ่านมาส่วนตัวคิดว่าใน 1 paragraph(3-4 บรรทัด) ควรมี keyword เพียงแค่จุดเดียวก็พอแล้ว
หากต้องการตรวจสอบ keyword density สามารถทำได้ผ่านเว็บไซต์พวก Internetmarketingninja, webconfs และ seobook เองได้
ส่วนตัวคิดว่าการทำ onpage SEO นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่อาจจะต้องเข้าใจ basic markup แล้วก็ให้ความสำคัญกับมัน พยายามเรียกใช้ให้ถูกต้อง อย่านำมาใช้พร่ำเพรื่อโดยไม่เห็นถึงคุณค่า อีกทั้งควรจะ measurement บ่อยๆ เพราะ SEO นั้นก็ถือเป็น dynamic ที่ปรับเปลี่นได้ตลอดเวลาตาม algorithm ของ search engine ที่สี่ถึงห้าเดือนจะออกเวอร์ชั่นใหม่สักหนึ่งครั้งครับ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้