Google My Business สุดยอดเครื่องมือในการทำธุรกิจ เคยได้ยินหรือเห็นภาพ 1 : Google My Business กันมั้ยตอนที่เรากดค้นหา (Search) หรือ ค้นหาเเเผนที่ตั้งธุรกิจ (Google Map). Google My Business เป็นเครื่องมือฟรีที่ให้ธุรกิจและองค์กรจัดการตัวตนในโลกออนไลน์ (Online) บน Google รวมถึง การค้นหา (Search) และ เเผนที่ (Maps) เรามาดูวิธีทำกันเลยมั้ยคับ า URL ของ http://www.google.co.th/intl/th/business/ ได้เลย พอเข้ามาเเล้วกด เริ่มเลย !
ทีนี้...เวลาที่คนเราต้องการ Google เราก็จะทำการพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหาลงไปในช่องค้นหา แล้วกดค้นหา Google ก็จะนำเว็บไซต์ที่มีข้อมูลตามที่เราต้องการแสดงผลให้เรา ซึ่งสิ่งที่เราค้นหานั้น Google เรียกมันว่า "Keyword" หรือ "คำที่ต้องการค้นหา" นั้นเอง
คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า เวลาที่เราค้นหาอะไรก็แล้วแต่ ทำไม Google ถึงแสดงเว็บต่างๆ ออกมาให้เราอย่างมากมาย และทำไมเว็บไซต์ต่างๆ ที่ Google นำมาแสดงผลให้เรานั้น ถึงมีอันดับที่แตกต่างกัน
คำตอบ ก็เพราะ Google มีวิธีการในการคัดเลือกและจัดอันดับเว็บไซต์ต่างๆ มาแสดงผลให้เรา
แล้วทำไม Google ต้องทำแบบนั้น ?
คำตอบ เพราะ Google ต้องการแสดงสิ่งที่ดีที่สุดให้เรา เนื่องจากเว็บไซต์ต่างๆ มีข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องคุณภาพ จำนวนข้อมูล ความตรงต่อประเด็น หรือพูดง่ายๆ เลยก็คือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่ Google นำมาแสดงผลให้เรา มีความสอดคล้องกับ "คำที่ต้องการค้นหา (Keyword)" ไม่เท่ากัน
Google ได้เคยบอกเอาไว้ว่า ตนเองมีวิธีในการคัดเลือกและจัดอันดับเว็บไซต์มากกว่า 200 วิธี
ด้วยเหตุนี้...ก็เลยมีเหล่าผู้คนที่ต้องการรู้ว่า Google มีวิธีการในการจัดอันดับอย่างไร ซึ่งสาเหตุที่ต้องการรู้ถึงวิธีการของ Google นั้น ก็เพราะคนเราเหล่านี้ต้องการให้เว็บไซต์ของตนเอง สามารถที่จะแสดงผลลัพธ์ในอันดับที่ดี หรือ พูดแบบง่ายๆ เลยก็คือ อยากให้เว็บไซต์ตนเองอยู่อันดับแรกๆ นั้นเอง
วิธีการทำ SEO นั้น มีหลักใหญ่ๆ ของการทำอยู่ 2 วิธีด้วยกัน ดังนี้
On-Page SEO เป็นวิธีการทำ SEO โดยการปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้มีความสอดคล้องกับวิธีการการจัดอับดับเว็บไซต์ของ Search Engine ซึ่งมีอยู่หลายอย่างที่ต้องทำ แต่หลักๆ ที่ทำกันก็คือ "การใส่คำค้นหา (Keyword)" ให้สอดคล้องกับวิธีการจัดอับดับของ Search Engine
Off-Page SEO เป็นวิธีการทำ SEO โดยการให้เว็บไซต์อื่นๆ ทำการลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ซึ่งในวงการ SEO เราเรียกมันว่า "Backlink" ยิ่งมี Backlink มากๆ โอกาสที่เว็บไซต์ของเราจะอยู่ในอับดับการค้นหาที่ดี ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
วิธีที่สาม ลงโฆษณาผ่าน Social media ต่างๆ ข้อดีคือ มีทั้งฟรี และเสียเงิน ฟรีจะเป็นกลุ่ม Social แบบสำหรับขายของ แต่กลุ่มขายของจะไม่ค่อยน่าสนใจกับกลุ่มซื้อของสักเท่าไหร่ แบบเสียเงิน จะเป็นกลุ่ม Social สำหรับคอนเท้นเฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น ค่าบริการก็จะขึ้นกับผู้ติดตาม ยิ่งมากยิ่งแพง ทำใจไว้ได้เลย
ซึ่งจะเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องใส่ header tag จาก 1-6 ให้ครบ หรือบางครั้งจะใช้ลำดับความสำคัญอย่าง h3 ซ้ำกันหลายครั้งเพื่อบ่งบอก crawler ของ search engine ว่าเรากำลังจัดสัดส่วนของข้อมูลก็ได้เช่นเดียวกัน สำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะลองใช้เครื่องมืออย่าง SEOquake หรือ WebRank SEO ที่เป็น extension เสริมของ Google Chrome และ Firefox ในการตรวจสอบก็ทำได้เช่นกัน
SEOquake google chrome extension
Image alt และ Link title
สิ่งที่คนทำเว็บไซต์มักมองข้ามและไม่ค่อยให้ความสนใจกันเสียเท่าไหร่คือ attribute “alt” ของ image และ attribute “title” ของ link ที่เราสร้างขึ้น สองสิ่งนี้มีความสำคัญกับ onpage มากพอกับ header tag ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เราไม่ได้ใส่ alt ให้รูปภาพ crawler จะมองว่าภาพนั้นไม่ได้ระบุว่าเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร มีความสำคัญอย่างไรกับเนื้อหาภายในหน้า เช่นเดียวกับ title หากเราใส่คำกำกับลงไปบน link ที่สร้างขึ้น จะช่วยทำให้ crawler รับรู้ได้ว่าลิงค์ที่สร้างขึ้นนั้น related กับเนื้อหามากน้อยแค่ไหน
สำหรับเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นด้วย WordPress เราสามารถใส่ alt ให้กับรูปภาพได้เองง่ายๆ ซึ่งเมื่อเวลาอัพโหลดรูปภาพใหม่ขึ้นไป ให้สังเกตุที่ช่อง Alt Text แล้วใส่ wording ที่ภาพนั้นสื่อขึ้นไปเพียงแค่นี้ครับ หากเราสลับไปดูแบบ text view ใน editor เราจะเห็น image tag ที่มี attribute alt ให้เรียบร้อย
แต่สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้ขึ้นด้วย WordPress ก็อาจจะต้องมานั่ง re-check รูปภาพแต่ละรูป แล้วก็เขียน alt ใส่ขึ้นไปเอง เช่นเดียวกับของ link ที่ต้อง hard code เข้าไปครับ สำหรับเครื่องมือไว้ตรวจสอบ markup tag บนหน้าเว็บไซต์ที่เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักพัฒนานั้นคือเว็บไซต์ https://validator.w3.org
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ไม่มี errorหากพบการเรียกใช้ tag ผิดวิธี หรือใช้ tag เก่าไป ฯลฯ จะขึ้นเตือน
หากเว็บไซต์ของเรามีการเรียกใช้ markup tag ที่ผิดหลักสากล หรือใส่ tag อย่าง image และ link ไม่ครบ เว็บไซต์นี้จะขึ้นแสดงเป็น error badge พร้อมวิธีปรับแก้ให้ด้วย