Tuesday, November 6, 2018

กลยุทธ์เพิ่มยอดขายด้วยการตลาดออนไลน์ที่สามารถทำเองได้


คุณรู้จักลูกค้าของคุณดีพอหรือยัง?

ก่อนจะเริ่มต้นวางแผนการตลาด คุณจะต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าของคุณคือใคร อายุเท่าไร มีความชอบอย่างไร มีขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างไร เป็นต้น การเก็บข้อมูลลูกค้าถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพื่อจะนำมาวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดต่อไป เช่น ข้อมูลการติดต่อ ข้อมูล Demographic พฤติกรรมลูกค้า ประวัติการซื้อสินค้า/บริการ ข้อมูล Engagement ต่อบริษัท โดยเฉพาะการตลาดออนไลน์การทำ Customer Persona หรือการค้นหา “ลูกค้าคนนั้น” ของคุณ ยิ่งเรารู้และเข้าใจเขาอย่างลึกซึ้ง ก็จะเป็นผลดีต่อการวางกลยุทธ์การตลาด
เมื่อเรารู้แล้วว่าลูกค้าของเรามีความชอบ ความต้องการ พฤติกรรมแบบใด ทีนี้เราก็ต้องมาวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้แผนการตลาดนั้นตรงกับกระบวนการความคิด หรือแนวทางในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของลูกค้า โดยการทำ Customer Journey จะทำให้เรามองเห็นภาพรวมทั้งหมด ทั้งนี้อาจจะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของธุรกิจ มาดูกันว่าการเดินทาง 5 ขั้นตอนมีอะไรบ้าง
1. Awareness การรับรู้ เริ่มแรกต้องทำให้ลูกค้าค้นพบหรือรู้จักกับธุรกิจและสินค้าของเรา หากลูกค้าไม่รับรู้ เราก็จะไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้นเราจึงต้องวิเคราะห์ช่องทางนำเสนอที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ลงโฆษณา หรือ ใช้ Influencer เป็นต้น
2. Consideration การพิจารณา เมื่อลูกค้ารู้จักสินค้าและเกิดความสนใจ ก็จะเริ่มค้นหาข้อมูล เพื่อเป็นตัวช่วยประกอบการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการดูรีวิว ถามเพื่อนหรือคนรู้จัก
3. Purchase การตัดสินใจซื้อ เมื่อได้รับข้อมูลที่เพียงพอและพิจารณาแล้วว่าสินค้าที่เลือกนั้นคุ้มค่าที่สุด ก็จะเกิดการตัดสินใจซื้อ ซึ่งเราควรออกแบบให้การเข้าถึึงสินค้าและบริการเป็นไปโดยง่ายและสะดวกสำหรับลูกค้า
4. Retention การรักษาลูกค้า เมื่อได้ทดลองใช้สินค้าและบริการแล้วพบว่าดี ตอบโจทย์ ก็จะเกิดการซื้อซ้ำเรื่อยๆ ในส่วนนี้ CRM จึงกลายเป็นมาสิ่งสำคัญ เพื่อจะรักษาลูกค้าให้จงรักภักดีกับแบรนด์ต่อไป
5. Advocacy การสนับสนุน เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการซ้ำและเกิดความประทับใจ จะเกิดเป็นแรงสนับสนุนต่อแบรนด์นั้นๆ ทำให้เกิดการแนะนำ บอกต่อ ทั้งกับคนใกล้ตัว และการเขียนรีวิวลงบนสื่อออนไลน์ โดยสิ่งนี้เราไม่ควรมองข้าม เพราะหากลูกค้าเกิดไม่พอใจก็อาจเกิดเป็นผลเสียต่อธุรกิจได้เช่นกัน

เลือกเครื่องมือ/ช่องทางการสื่อสารที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ

ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารออนไลน์มากมายสำหรับธุรกิจขนาดเล็กให้เลือกทั้งแบบฟรีและเสียเงิน โดยสิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การเลือกใช้ทุกช่องทางที่มี แต่ควรจะเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสมกับธุรกิจมากกว่าจึงจะมีประสิทธิภาพ
1. Social Media อาทิเช่น Facebook, Instagram, Youtube, LINE@ และอื่นๆ อีกมากมาย อย่างที่ทราบกันดีว่า 2 ช่องทางสื่อสารหลักเห็นจะไม่พ้น Facebook และ LINE@ข้อดีก็คือสามารถเผยแพร่ Content ได้หลากหลายรูปแบบทั้ง ข้อความ รูปภาพ วีดิโอ หรือการ Live สด แนะนำให้เลือกช่องทางหลักก่อนไม่เกิน 2 ช่องทาง จากนั้นค่อยๆ ขยายไปยังช่องทางอื่นๆ
2. Search Engine Marketing / Search Engine Optimization เครื่องมือที่ช่วยให้การหาข้อมูลแสดงผลหรือเนื้อหาที่ตรงตามที่เราต้องการ โดยทำให้เราติดอันดับต้นๆ ในการค้นหา โดย SEM จะเป็นการลงโฆษณาแบบเสียเงิน ซึ่งเห็นผลรวดเร็วแต่ก็ต้องแลกมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน แต่หากใครงบน้อยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางเลย เพราะคุณก็สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ติดอันดับได้ด้วยการทำ SEO ซึ่งวิธีนี้ยั่งยืนและฟรีแต่อาจจะต้องใช้เวลา
3. Blogging การเขียนบล็อกเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำ Content marketing ที่ช่วยโปรโมทธุรกิจของคุณได้ โดยคุณจะต้องวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของลูกค้า เพื่อนำมาสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับธุรกิจของคุณ และโดนใจลูกค้า หากบทความที่เขียนนั้นสอดคล้องกับลูกค้าก็จะเกิดการแชร์ต่อ ทำให้การค้นหานั้นติดอันดับต้นๆ ปัจจุบันมีเครื่องมือให้ใช้ฟรีมากมายเช่น Canva, Giphy, Storify, Easely เป็นต้น
4. Email Marketing หรือที่เรียกกันว่า EDM เป็นระบบส่งข้อความโฆษณาผ่านอีเมลไปยังกลุ่มเป้าหมาย เป็นหนึ่งในช่องทางการตลาดที่ได้ผลลัพท์ดี โดยสามารถใช้เพื่อโปรโมทกิจกรรมการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และเข้าถึงลูกค้าโดยตรง ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้เราสามารถส่งอีเมลไปยังรายชื่อลูกค้าจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย ในราคาย่อมเยาว์
5. Video Marketing ปัจจุบันวีดีโอถือเป็นอีกช่องทางสำคัญอันหนึ่งที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ นำมาสรรค์สร้างให้เกิดความน่าสนใจ และทำให้เกิดการรับรู้มากขึ้น เช่นเดียวกับ Facebook Live ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก โดยสามารถเข้าถึงคนได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

การโปรโมทธุรกิจออนไลน์

การทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักและสนใจกับกลุ่มเป้าหมาย นอกจากจะสร้าง Content ให้ดีและดึงดูดใจแล้ว การโปรโมทธุรกิจผ่านการลงโฆษณาออนไลน์ก็เป็นสิ่งจำเป็น ข้อดีคือสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในงบประมาณ และไม่จำเป็นต้องลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ข้อเสียคือการเข้าถึงผู้คนจะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินและการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย หากไม่โดนใจ ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ที่จะไม่สนใจและข้ามโฆษณาเราไปก็ได้เช่นกัน
1. Facebook Ads เป็นบริการที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง มีรูปแบบการลงโฆษณาที่หลากหลาย เหมาะกับจุดประสงค์ทางธุรกิจที่แตกต่างกัน เช่นต้องการสร้างการรับรู้ สร้างรายชื่อผู้ที่สนใจสินค้า สร้างยอดขาย เป็นต้น โดยเราสามารถกำหนดช่วงอายุ เพศ ภาษา ความสนใจ พฤติกรรม และงบประมาณได้ด้วยตนเอง
2. Google Adwords คือการทำโฆษณาบนหน้าแรกของ Google โดยจะมีรูปแบบการคิดเงินเป็น PPC (pay-per-click) ที่จะเริ่มคิดเงินก็ต่อเมื่อมีผู้คลิกที่โฆษณาของเรา โดยลูกค้าจะสามารถเห็นข้อความโฆษณาของเรา เมื่อทำการเสิร์ชหาข้อมูลที่ตรงตาม Keyword ที่เรากำหนดไว้ โดยอันดับของโฆษณาของเราที่จะแสดงขึ้นอยู่กับการ Bidding ยิ่งมีคู่แข่งมากก็ยิ่งแพงมาก
3. Blogger / Influencer สำหรับสินค้าหลายๆ ประเภท การที่มีคนที่เป็นศูนย์รวมความคิดเห็น และเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มเป้าหมาย มาเป็นผู้บอกเล่าประสบการณ์หรือถ่ายทอด Message ของแบรนด์ออกไปยังลูกค้าถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ได้ผลดีไม่น้อย โดยส่วนมากพวก Blogger เหล่านี้จะมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะตาม Category อยู่ที่ว่าการนำเสนอจะน่าสนใจหรือไม่ โดยค่าใช้จ่ายก็สูงไม่น้อยเลยทีเดียว

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Monday, November 5, 2018

3 เทคนิคให้การตลาดออนไลน์ปังขึ้น


3 เทคนิคให้การตลาดออนไลน์ปังยิ่งขึ้น

  1. ต้องมี Influencers ที่ดี
เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่ มักจะเชื่อบุคคลอื่นๆ ครอบครัว คนรู้จัก มากกว่าเชื่อในสิ่งที่แบรนด์ของเราบอก เช่น ถ้าเพื่อน คนรู้จัก หรือคนมีชื่อเสียงที่ติดตามอยู่ บอกว่าดี ลูกค้าก็จะเชื่อมากกว่าที่แบรนด์ออกมาบอกเองว่าดี เป็นต้น
ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้แคมเปญ ให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้รับการบอกต่อมากขึ้น ก็ควรจะมี Influencers ที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายของเรา เป็นคนถ่ายทอดข้อความที่เราต้องการจะสื่อออกไป ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือไม่ก็ได้นะคะ ขอแค่เป็นคนที่กลุ่มลูกค้าของเราเชื่อก็พอ
  1. การบริการลูกค้าต้องเริ่ด!
เพราะถึงแม้คุณจะมีเทคนิคการทำการตลาดออนไลน์ที่ดีขนาดไหน แต่ถ้าการบริการแย่ ลูกค้าก็เมินเราได้เช่นกัน แถมยังทำให้ลูกค้าเก่า ไม่อยากกลับมาซื้อซ้ำและบอกต่อประสบการณ์แย่ๆ ที่ได้รับออกไปด้วย ทั้งๆ ที่ตามสถิติแล้วยอดขายส่วนใหญ่มาจากลูกค้าเก่ามากถึง 60-70% ส่วนกลุ่มลูกค้าใหม่ มีเพียงแค่ 5-20% เท่านั้น
ดังนั้น ถ้าเราให้บริการตอบคำถามพูดคุย รวมถึงบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม ก็มีโอกาสสูงมากๆ เลยค่ะ ที่ลูกค้าจะบอกต่อแบรนด์ของเราออกไป และทำให้เราได้ยอดเพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่าเลยทีเดียว
  1. ทำยังไงก็ได้ ให้คนรีวิวคุณได้ง่ายขึ้น
เพราะการรีวิวจากผู้ใช้จริง ย่อมทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อใจได้มากกว่า ยิ่งถ้าลูกค้ากดแชร์ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จากมากขึ้นเข้าไปใหญ่ ดังนั้น ถ้าคุณมีเว็บไซต์หรือช่องทางสื่อสารใดๆ ก็ตามกับลูกค้า ควรปรับปรุงให้สามารถเข้ามารีวิวได้ง่ายขึ้น ผ่านการคลิกแค่ไม่กี่ที แค่นี้ก็เป็นอีกทริคการตลาดออนไลน์ ที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณดูน่าเชื่อถือมากขึ้นแล้วล่ะค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างคะ กับ 3 เทคนิคการตลาดออนไลน์ แบบปากต่อปาก ที่เรียกได้ว่าเป็นทริคที่ใช้กันมานานมากๆ แต่ยังทรงพลังอยู่เสมอ ขอแค่รู้จักนำมาปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจของเราให้มากที่สุด แค่นี้แบรนด์ของคุณก็มีโอกาสก้าวไปข้างหน้าได้ไกลขึ้นอย่างแน่นอน
หรือถ้าท่านต้องการคำปรึกษาหรือคำแนะนำอะไร ก็สามารถติดต่อเข้ามาที่ www.izeeseo.com ของเราได้เลย!
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Thursday, November 1, 2018

3 ข้อสำคัญของการตลาด 4.0


การตลาดออนไลน์  4.0

หรือ เรียกอีกอย่างว่า Digital Marketing กลายเป็นรูปแบบการตลาดที่ใคร ๆ ก็พูดถึง แล้วคุณล่ะรู้จัก การตลาดออนไลน์ 4.0 ดีแล้วหรือยัง? วันนี้จะพามาดู 3 ลักษณะสำคัญของ การตลาดออนไลน์ 4.0 ที่คนทำธุรกิจไม่รู้ไม่ได้แล้ว 

1.โลกการขายออนไลน์-ออฟไลน์ต้องไปด้วยกัน
การตลาด 4.0 โดดเด่นในการเชื่อมโยงโลกออฟไลน์กับออนไลน์เข้าหากัน ธุรกิจที่คิดจะทำ การตลาด 4.0 ต้องให้ความสำคัญทั้งการขายหน้าร้านและการขายออนไลน์ เพราะลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากช่องทางใดทางหนึ่งอีกต่อไปแล้ว

2. การตลาด 4.0 กับ one to one marketing
โลกการตลาดแบบ one to one marketing  โดยธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าเป็นรายบุคคล มากกว่าหากลุ่มเป้าหมายกว้าง ๆ จากอายุ เพศ การศึกษา ฯลฯ อย่างที่ผ่านมา

3.ธุรกิจยุคที่ต้องให้ข้อมูลและรับฟังความเห็น
เมื่อเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียมาเกี่ยวข้อง การตลาด 4.0 จึงสัมพันธ์กับการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็น ดังนั้นธุรกิจในยุคนี้ จึงควรมีข้อมูลสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าบนโลกออนไลน์ รวมถึงมีทีมตอบข้อสงสัยหรือรับฟังคำติชมจากลูกค้าเสมอ
การตลาด 4.0 จึงเป็นการตลาดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและการรวมทุกเครื่องมือการตลาดไว้ด้วยกัน รู้อย่างนี้แล้วธุรกิจไหนที่ต้องการประสบความสำเร็จก็อย่าลืมศึกษาและใช้กลยุทธ การตลาดออนไลน์ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Monday, October 22, 2018

SEO นั้นคืออะไร


SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึงวิธีการปรับแต่งโครงสร้างหน้าตาของเว็บไซต์ การปรับแต่งโค๊ดต่างๆ ปรับแต่งความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ และการเขียนเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการของ เว็บ Search Engine เช่น เว็บ Google, Bing เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ปรับแต่งเว็บไซต์ของการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหาด้วยการใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) หรือคำค้นหาที่คุณต้องการและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณนั่นเอง ในส่วนของการแสดงผลลัพธ์เว็บไซต์จะปรากฏบนเว็บ Search Engine ทางด้านซ้ายของ Search Engine ซึ่งการแสดงผลจะแสดงหน้าละ 10 อันดับ หน้าแรก (อันดับ 1-10) และ หน้าที่สอง ( อันดับ 11-20) ซึ่งการทำ SEO ที่ดีและได้ผลนั้นเว็บที่ทำ SEO ควรที่จะอยู่หน้าแรกแต่ไม่ควรอยู่เกินหน้าที่ 2 ซึ่งจะได้รับการเข้าเยี่ยมชม บ่อยครั้งมากที่สุด ยิ่งอันดับสูงเท่าไรอัตรการคลิกเข้าสู่เว็บก็สูงขึ้นเท่านั้น

ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

ปัจจัยในการทำ SEO มี 7 ข้อหลักๆดังต่อไปนี้
  1. โฮสติ้งหรือที่ๆ เราใช้ฝากเว็บไซต์ของเรานั่นเอง
  2. ชื่อเว็บไซต์หรืออีกอย่างคือโดเมนเนม
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์
  5. Keyword หรือคำที่ใช้ค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย

ทำไมเราต้องทำ SEO ?

เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น (ยิ่งเป็นอันดับที่ 1 ใน Keyword นั้น ๆ ด้วยยิ่งดี) เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น (อันนี้เหมาะกับเว็บ e-Commerce และ e-Marketing ต่าง ๆ ) เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จัก เราให้ได้มากที่สุด การทำ SEO เป็นการประหยัดเวลาระยะยาว (แต่ใช้เวลาทำนานไม่น้อยกว่า 6 เดือน) ถ้าคุณติดลำดับต้น ๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Sunday, October 21, 2018

ทำอย่างไร SEO ถึงโดน google แบน


 ส่วนใหญ่เราอาจเคยได้อ่านบทความเกี่ยวกับวิธีทำ SEO กันอย่างมากมายแพร่หลาย ว่าทำอย่างไรให้ติดอันดับได้ในเวลาอันรวดเร็ว หรือ ทำ SEO อย่างไรให้รั้งอันดับอยู่ได้นานๆ แต่สิ่งที่หลายคนมักจะมองข้ามไปก็คือ มุมมองตรงกันข้าม อย่าง การทำอย่างไรให้เว็บไซต์โดนแบน ซึ่งที่เลือกนำเรื่องนี้มานำเสนอมุมต่างออกไปเพื่อที่จะได้ไม่พลาดจนโดน google แบนทั้งๆที่กำลังทำรายได้ดีนั่นเอง
วิธีทำ SEO  ให้เว็บไซต์โดน google แบน 
สแปมคีย์เวิร์ดอย่างพร่ำเพรื่อ
   ในการทำ SEO คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้คนที่ค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับเว็บไซต์ของเรามองเห็นสินค้า และบริการของเราเป็นอันดับต้นๆ เพราะหมายความว่าเว็บไซต์ที่ถูกคลิกจะมีผลอย่างมากในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เราต้องการขาย แต่ถึงอย่างนั้นหากเราเลือกที่จะใช้คีย์เวิร์ดคำเดียวซ้ำๆ นอกจากจะทำให้เว็บไซต์ของเราดูไม่น่าสนใจ ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ยังอาจจะทำให้เกิดความรำคาญให้กับโลกออนไลน์อีกด้วย
ขาดการอัพเดทเนื้อหา บทความ บนเว็บไซต์เป็นเวลานาน
   การที่ปล่อยให้เว็บไซต์ของเราร้าง ไม่อัพเดท นอกจากจะถูกมองว่าไม่น่าสนใจแล้ว ซึ่งต่อให้มีผู้ใช้หลงเข้ามาดูเว็บไซต์ของเราจริงๆ ก็มักจะกลับออกไปในเวลาอันรวดเร็ว และอาจจะไม่กลับเข้ามาชมเว็บไซต์ของเราอีก ซึ่งตรงนี้อาจจะยังไม่มีผลต่อการทำ SEO โดยตรง แต่หากว่าเว็บไซต์ของเรามีความน่าสนใจ มีความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ และถูกพูดถึงบ่อยๆ ย่อมได้รับความสนใจจาก Google มากกว่าเว็บไซต์ร้างอย่างแน่นอน
ฝากลิ้งค์แบบเน้นปริมาณ
   อีกหนึ่งขั้นตอนการทำ SEO ก็คือ การฝากลิ้งค์ไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆเพื่อเก็บ แบคลิ้งค์ (Back link) นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามหากเราเลือกที่จะฝากเน้นประมาณมาก เช่น วันละ 1000 หรือ 10,000 ลิ้งค์ ภายในวันเดียว ก็ย่อมจะทำให้ Googel มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นสแปม และนอกจากนั้นหากเว็บไซต์ที่ไปฝากลิ้งค์นั้นไม่ได้มีเนื้อหาที่คล้ายคลึง  หรือ มีความเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับเว็บไซต์ของเราด้วยแล้ว ก็จงเตรียมตัวโดนเก็บลงหลุมได้เลย
ก๊อปปี้บทความ เนื้อหา ของเว็บไซต์อื่น
   การก๊อปปี้ ทำซ้ำ นอกจากจะมีความผิดในฐานการละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว หากต้องการจะทำ SEO ให้เกิดผลสำเร็จบอกได้เลยว่าไม่ควรอย่างยิ่งที่จะก๊อปปี้เนื้อหาหรือบทความจากเว็บไซต์อื่นมาทั้งหมด (copy – paste) เพราะเนื้อหาหรือบทความ ที่เคยลงในเว็บไซต์อื่นไปแล้วนั้นมักจะถูก อินเด็กซ์ หรือ เก็บเข้าสารบบของ Google ซึ่งหากเรานำเนื้อหานั้นมาขึ้นในเว็บไซต์เราอีก Google ก็จะมองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นเว็บไซต์ที่ไร้ซึ่งคุณภาพ และไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่น่าสนใจ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้



Saturday, October 20, 2018

On-page คืออะไรใน seo

On-page คืออะไร ??

หลายๆคนคงจะรู้จักกันแล้วว่า SEO คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร หากยังไม่มีความรู้หรือยังไม่เข้าใจ สามารถตามลิ้งค์นี้ไปศึกษาก่อนได้เลย
บทความเรื่อง SEO www.izeeseo.com
การปรับแต่งของ SEO นั้นได้แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ นั่นคือ On-page และ Off-page ถ้าจะให้เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่ายๆ การปรับแต่ง SEO โดยอาศัยปัจจัยต่างๆเช่น

ปัจจัยภายใน

SEO On-page คือ การที่เราใช้ทุกอย่างที่สามารถทำได้ใน website เราช่วยในการให้ติดอันดับใน Search engine ไม่ว่าจะเป็น ชื่อโดเมน(Domain name), ชื่อหัวเรื่องหน้าเว็บ(title tag), คำอธิบายหน้าเว็บ(Meta description), link ต่างๆ รวมถึง ตัวอักษร, รูปภาพ และอื่นๆที่สามารถทำได้ในเว็บไซต์เรา

ปัจจัยภายนอก

SEO Off-page คือ การทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับ Search engine โดยที่เราต้องพึ่งพาเว็บไซต์จากภายนอกในการโปรโมทเว็บของเรา การโยง link จากเว็บไซต์อื่นให้มาที่เว็บไซต์ของเรา โดยจะมีหลายแบบยกตัวอย่างเช่น Backlink การทำให้ลิ้งค์เชื่อมต่อมายังเว็บเรา หรือ Linkwheel วงล้อลิ้งค์เป็นต้น ข้อแนะนำการทำ off-page คือไม่ควรทำเป็นสแปม นอกจากจะทำให้ไม่เกิดประโยชน์ใดๆแล้ว ยังทำให้ Google เก็บไปตรวจสอบได้ และถ้าเกิดตรวจแล้วว่าผิดจริง มันจะถูกเก็บลง Sandbox หรืออาจทำให้เว็บไซต์ของเราหายไปไม่ขึ้นใน search engine อีกเลย

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้




Thursday, October 18, 2018


ความหมาย Keyword

Keyword (คีย์เวิร์ด) ความหมาย Keyword ในภาษาของเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต คือ คำหรือข้อความที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตพิมพ์ลงไปเพื่อใช้ ในการค้นหาเว็บไซต์ หรือข้อมูลต่างๆ นั่นเอง
ความหมายของ Keyword คีย์เวิร์ด นั้นจะเป็นคำที่ใช้ในการอธิบายรูป ลักษณะของเอกสารนั้น เช่น ชื่อเรื่อง หัวข้อ หัวเรื่อง รายละเอียดอย่างย่อของเอกสาร เพื่อความสะดวก และความรวดเร็ว ในการสืบค้น เอกสารในข้อมูลระบบ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาเว็บเพจ ที่อยู่ในฐานข้อมูลของเสิร์ชเอนจิ้น หรือการสืบค้นเอกสารต่างๆ ในระบบของห้องสมุด เป็นต้น ดังนั้น Keyword คีย์เวิร์ดจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่ง Keyword นี้จะเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประจำตัวของหน้าเว็บเพจหรือเรื่องนั้นๆ
เทคนิคของการสร้าง Keyword

การที่เราจะเพิ่มบทความขึ้นมาแต่ล่ะบทความนั้น สิ่งแรกที่เราต้องคำนึงถึงในแง่ SEO หรือ SEM คือ Keyword
1.สร้างบทความขึ้นมาเพื่ออะไร (ถ้าเป็นผมจะตอบว่าเพื่อบันทึกความจำที่ได้ทำขึ้นมา)
2.บทความนี้ Keyword อะไร (Keyword)
3.กลุ่มเป้าหมายคือใคร (ทั่วไปหรือคนที่หลงเข้ามา นั่นก็คือคุณนั้นเอง)
4.อื่นๆ (หลายๆส่วนประกอบกัน)
สร้างบทความขึ้นมา 1 บทความต้องติด Google หรือ Search ให้มาที่สุดของ Keyword นั้นๆเช่นบทความที่ผมสร้างขึ้นมานี้นั้นคำว่า Keyword ดังนั้นค่า Keyword Density ของหน้านี้ต้องมี 5-15% นะครับทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับคำว่า Keyword แต่ว่าต้องสื่อให้เข้าใจด้วยนะครับไม่ใช่ว่าจะอัดคำ Keyword เข้าไปจนอ่านแล้วจับใจความไม่ได้
ประเภทของ Keyword

Keyword นั้นแบ่งออกได้หลายประเภทซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเค้าจำกัดไว้กี่ประเภทที่ถูกหลัก แต่จะเอาประเภทของ Keyword ที่ได้ยินบ่อยๆมาเล่าให้ฟังแล้วกันครับ
Niche Keyword คือ keyword ที่มีการเจาะจงจำเพาะในตัวสินค้าหรือเอกสารนั้นๆ keyword จะเป็นกลุ่มคำยาว เช่น Nintendo DS Lite เป็นต้น
Widely Keyword คือ keyword ที่มีความหมายกว้างๆและมักมีปริมาณการค้นหามากมีคู่แข่งมาก เช่น ipod, Nintendo, Blogเป็นต้น
Mass Keywords คือ keyword จำนวนมากที่เกี่ยวข้องในตลาดเดียวกันหรือสินค้าตัวเดียวกันซึ่งสอดคล้องกันในลักษณะชื่อที่คล้ายๆกัน เช่น Nintendo DS, NintendoWii,Nintendo DSroms, NintendoWii game ประมาณนี้
Misspelling Keyword คือ Keyword ที่มีการสะกดคำผิดหรือเขียนผิดประมาณว่าให้ชื่อมันค้ลายๆกับชื่อที่ถูกต้องอาจจะเติม s หรือเติมตัวอักษรเพิ่มเติมเข้ามาเช่นNintendos, Ipods, NNintendo, IIpodเป็นต้น
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้