Saturday, January 19, 2019

Digital Marketing สำคัญอย่างไร ทำไมธุรกิจต้องเริ่มปรับตัว


Digital Marketing คืออะไรและสำคัญอย่างไร?

Digital Marketing คือ การทำการตลาดรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้หลักการของ Marketing พร้อมนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคหรือลูกค้ามากยิ่งขึ้น เพราะ การทำการตลาดจะไม่หยุดแค่ที่โลก Offline อีกต่อไป โดยทุกวันนี้การสื่อสารกับลูกค้าผ่านสื่อโทรทัศน์ โทรศัพท์หรือหนังสือพิมพ์นั้น อาจจะไม่เข้าถึงลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายได้ดี เท่ากับสื่อออนไลน์ เพราะเนื่องด้วยการดำเนินชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป การมุ่งหน้าสู่การทำ Digital Marketing จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงของ Customer Journey ที่ใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์ มากขึ้น ทำให้การกำหนดช่องทางที่จะสื่อสารกับผู้บริโภค (Touch Points) เป็นสิ่งสำคัญ
เนื่องจากเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภค ในปัจจุบันสื่อออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนในยุคสมัยนี้ เพราะฉะนั้น การใช้สื่อออนไลน์อย่าง Facebook, Line, Instagram ก็อาจจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดี กว่าการทำโฆษณาบนป้ายโปสเตอร์

ธุรกิจต้องเริ่มปรับตัว

สังคมออนไลน์ในปัจจุบันยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้การเข้าถึงธุรกิจออนไลน์ เป็นไปได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็วขึ้น และประเมินผลได้ง่ายขึ้น อีกทั้งการสร้างผลงานผ่านสื่อออนไลน์เป็นไปได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้นด้วย
“ผู้ที่ปรับตัวได้ดี และแข็งแกร่งกว่าเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่รอดได้” ในยุคปัจจุบันเราสามารถเห็นได้ว่า ในหลายๆ บริษัทเริ่มมีการตระหนัก และตื่นตัวต่อ Digital Marketing โดยมีสาเหตุเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำกำไรให้กับธุรกิจ
เพราะในการทำ Digital Marketing นั้นเราไม่ได้เพียงแค่จะเอาโฆษณาของเราไปปล่อยไว้บนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่จะรวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ต่างๆให้กับลูกค้าด้วย โดยสาเหตุสำคัญของ Digital Marketing ที่ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวมีดังนี้

1.สร้างความรวดเร็วในการสื่อสารกับลูกค้า

ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญมากในเวลานี้ เพราะความไม่พอใจของลูกค้าสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเมื่อเกิดปัญหาและพวกเขาไม่ได้รับคำตอบ Digital Marketing จะเข้ามาช่วยลดช่องว่างระหว่างเรากับลูกค้า ทั้งในขั้นตอบการรับเรื่องร้องเรียน การตอบข้อสงสัยหรือปัญหาต่างๆ ก็จะสามารถทำได้อย่างทันท่วงทีผ่านช่องทางต่างๆของ Digital Marketing ไม่ว่าจะเป็น การ Chat ผ่านสื่อออนไลน์ หรือบนเว็บไซต์ที่สามารถติดต่อกับพนักงานได้โดยตรง จะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ในการใช้บริการที่ดีขึ้นได้
Chatbot (1)

2.การเปลี่ยนแปลงเริ่มขึ้นแล้ว และทุกคนให้ความสนใจ

Digital Marketing เป็นที่สนใจของทุกกลุ่มธุรกิจ รวมไปถึงคู่แข่งของเราด้วยเช่นกัน ในโลกการแข่งขันทางธุรกิจ มีบริษัทเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่พร้อมแย่งพื้นที่บนโลกออนไลน์ เพื่อให้เรายังสามารถอยู่รอดได้ในการแข่งขันนั้น แน่นอนว่าเราก็จำเป็นต้องใช้ Digital Marketing เข้ามาช่วยไม่ว่าจะทั้งการเพิ่มยอดเข้าชมเว็บไซต์ของเรา หรือ การเพิ่มยอดขาย เราต้องมีกลยุทธ์ในการทำ Digital Marketing ที่ดีและมีประสิทธิภาพ และยังคงภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการไว้ได้ดีด้วย

3.เปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ตรงจุด

เราสามารถใช้ Digital Marketing สร้างสรรค์โฆษณาต่างๆ ให้กับสินค้าและบริการของเราได้อย่างอิสระและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น ด้วยรูปแบบการทำการตลาดแบบ Digital Marketing เช่น การกำหนดรูปแบบเนื้อหา Content การกำหนดประเภทของสื่อ เช่น ใช้ Infographic นำเสนอเรื่องราวที่เข้าใจยาก ให้เข้าใจง่ายขึ้น เพื่อดึงดูุดความสนใจ การทำ E-mail Marketing ที่สามารถส่งถึงลูกค้า ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ด้วยเครื่องมือการจัดกลุ่มลูกค้า การทำวิดีโอ Content เพื่อสร้างความสนุกสนาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าแคมเปญการตลาดของเราเยอะเกินไป และยังไม่รู้สึกรู้สึกอึดอัดเวลาเจอโฆษณาตามสื่อออนไลน์ต่างๆด้วย

4.โอกาสในการลดค่าใช้จ่ายลงได้

Digital Marketing นอกจากจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมธุรกิจของเราผ่านโลกออนไลน์แล้ว Digital Marketing ยังเป็นวิธีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการทำการตลาดของเราได้อีกด้วย เพราะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานด้านการตลาดบนโลกออนไลน์สามารถเพิ่ม ลด และกำหนดค่าใช้จ่าย ในแต่ละช่องทางเพื่อให้ตอบโจทย์กับจุดประสงค์ที่เราต้องการได้ อีกทั้งยังสามารถประเมินผล และวัดผลได้อย่างชัดเจน และคุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย
จากที่กล่าวมาข้างต้น เราสามารถสรุปได้ว่า เนื่องด้วยการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยี สังคม ช่องทางการติดต่อสื่อสาร และพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ทำให้วิธีการที่จะทำธุรกิจกับลูกค้า และรูปแบบของสื่อก็ควรจะปรับเปลี่ยนเพื่อตามให้ทันเทคโนโลยี และพฤติกรรมของลูกค้าด้วย เพื่อให้การทำธุรกิจของเราสามารถขยายตัว เข้าถึงได้ และประสบผลสำเร็จ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Friday, January 18, 2019

การทำ SEO และความเหมาะสมกับยุคปัจจุบัน


การทำธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจใดๆ ก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยปัจจัยในหลายๆ ด้าน ซึ่งปัจจัยหนึ่งก็คือการตลาดที่มีความเหมาะสมกับยุคสมัย

ในยุคของโลกออนไลน์ สังคมออนไลน์ถือได้ว่าเป็นสังคมที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด และเชื่อมต่อกันได้หมด ทำให้โลกใบใหญ่ของเราถูกย่อลงมาเหลือเพียงใบเล็กๆ ที่ใครก็สามารถเข้าถึงกันได้

หากมองในแง่ของธุรกิจแล้ว โลกออนไลน์ ก็ถือเป็นช่องทางที่น่าสนใจในการทำธุรกิจอย่างมาก และจะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้
การทำ SEO คือการตลาดในยุคปัจจุบันที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแวดวงธุรกิจ ที่มีความเหมาะสมกับปัจจุบันเนื่องจากข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. คนส่วนมากใช้การค้นหาบนอินเทอร์เน็ต
ในปัจจุบันนี้ใครๆ ก็ค้นหาสิ่งที่ต้องการทราบ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ หรือแม้แต่การซื้อของทางอินเทอร์เน็ตกันทั้งสิ้น การทำ SEO ซึ่งมุ่งเน้นการทำให้เว็บติดอันดับจากการค้นหา เพื่อให้เว็บนั้นๆ เป็นที่รู้จัก จึงถือเป็นการตลาดที่เหมาะสมกับการทำธุรกิจมาก
2. การทำ SEO ส่งผลดีในระยะยาว
การทำธุรกิจก็มุ่งเน้นที่จะเกิดผลดี ความสำเร็จในระยะยาว ซึ่งการตลาด หรือการโฆษณาแบบอื่นๆ อาจส่งผลดีอยู่ระยะเวลาหนึ่ง และต้องมีการทำใหม่ แต่การทำ SEO หากสามารถติดอันดับจาก Google แล้ว ย่อมมีผู้เข้ามาในเว็บอยู่เสมอในระยะยาว หากมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งธุรกิจของคุณยังเป็นตัวเลือกแรกๆ อยู่เสมอ ตราบใดที่ยังคงสามารถติดอันดับ และมีการพัฒนาด้านคุณภาพควบคู่กันไป
การทำ SEO เป็นการตลาดที่เหมาะสมกับยุคสมัยมากที่สุด และยังคงใช้ได้อีกยาวนาน จึงได้รับความนิยม และมีธุรกิจมากทายที่เลือกการทำ SEO จึงมีผู้ รับทำ SEO หลายเจ้าด้วย การเลือกผู้รับทำ SEO ที่ดี ก็เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความสำเร็จที่คุณควรใส่ใจ
หากคุณกำลังมองหาช่องทางโปรโมทธุรกิจที่มีความน่าสนใจ และได้ผลที่น่าพอใจ อย่าลืมนึกถึงการทำ SEO ให้กับธุรกิจของคุณนะครับ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Thursday, January 17, 2019

ธุรกิจ SME คืออะไร


คำว่าธุรกิจ SME เป็นชื่อยอดฮิตที่ใครๆก็ต้องรู้จักและคุ้นหูกันเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน บางคนอาจจะคิดว่าธุรกิจทุกอย่างก็คือธุรกิจ SME ทั้งนั้น แต่ความจริงแล้ว คำว่า SME มีที่มาที่ไป และมีความหมายของมันอย่างชัดเจน ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับความหมายของมันกันก่อน

ธุรกิจ SME คืออะไร

SME คือ ธุรกิจที่ทำการดำเนินการด้านการผลิตและจำหน่ายขนาดย่อม เป็นธุรกิจเอกชนที่มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ใต้การควบคุมของธุรกิจหรือบุคคลอื่นบุคคลใด อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนในการลงทุนต่ำ และมีพนักงานจำนวนน้อยนั่นเอง

ประโยชน์ของธุรกิจ SME

ธุรกิจ SME มีผลดีต่อการพัฒนาประเทศ ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นธุรกิจขนาดย่อมที่ทำให้เกิดการกระจายรายได้จากผู้ประกอบการไปถึงประชาชน ทำให้เกิดการจ้างงาน ช่วยให้ประชาชนมีรายได้จากทำการทำงานมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อยอดเงินหมุนเวียนในประเทศเป็นอย่างมาก และธุรกิจ SME ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้อีกด้วย เนื่องผลการเติบโตของธุรกิจที่สร้างจากไอเดียหรือคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นของธุรกิจ SME นั่นเอง

ข้อกำหนดใหม่ของธุรกิจ SME


ในปัจจุบันได้มีกฎหมายออกมาเพื่อกำหนดรูปแบบของธุรกิจ SME โดยประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่า โดยกิจการที่มีการดำเนินการเกี่ยวข้องกับการผลิตและบริการ ต้องมีมูลค่าทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 200 ล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน 200 คน สำหรับกิจการค้าส่งกำหนดให้มีทรัพย์สินถาวรไม่เกิน 100 ล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน 50 คน และสำหรับกิจการค้าปลีก กำหนดให้มีมูลค่าทรัพย์สินถาวรได้ไม่เกิน 60 ล้านบาท มีการจ้างงานไม่เกิน 30 คน นะครับ

การครอบคลุมของกลุ่มธุรกิจ SME


หลังจากที่เราทราบกันแล้วว่าธุรกิจมีความหมายอย่างไร ประโยชน์อย่างไร และข้อกำหนดอย่างไร ต่อไปเรามาดูกันว่า ธุรกิจกิจ SME แบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม และแต่ละกลุ่มมีความมายและแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

กลุ่มการผลิต

เป็นกลุ่มธุรกิจ SME ที่สามารถครอบคลุมกระบวนการ การผลิตในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเหมืองแร่ นับได้ว่าเป็นกลุ่มที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะช่วยในด้านตัวธุรกิจ การจ้างงาน และกำลังคน ได้เป็นอย่างดี

กลุ่มการค้า

เป็นกลุ่มธุรกิจ SME ที่สามารถครอบคลุมกระบวนการในรูปแบบการนำเข้า ส่งออก หรือการค้าต่างๆในประเทศ

กลุ่มการบริการต่างๆ

เป็นกลุ่มธุรกิจ SME ที่สามารถครอบคลุมในด้านของกำลังทรัพย์ และกำลังคนได้เป็นอย่างดี เพราะการบริการเกิดขึ้นตลอดเวลา

 ประเภทของธุรกิจ SME

การแบ่งประเภทของธุรกิจได้ถูกแบ่งโดยใช้หลักเกณฑ์ขนาดของธุรกิจ SMEs ว่าเป็นวิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อม มูลค่าของทรัพย์สินถาวร รวมถึงจำนวนการจ้างงานของธุรกิจ SME และสถานที่ประกอบการณ์นั้นๆอีกด้วย

การจำแนกธุรกิจ SMEs โดยใช้เกณฑ์มูลค่าชั้นสูงของสินทรัพย์ถาวร

รูปแบบการผลิต วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท และวิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท
รูปแบบบริการ วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท และวิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท
การค้า วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 ล้านบาท และวิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 ล้านบาท และค้าปลีก วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 30 ล้านบาท และวิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 60 ล้านบาท

การจำแนกธุรกิจ SMEs โดยใช้เกณฑ์จำนวนการจ้างงาน

การผลิต วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน และวิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 คน
การบริการ วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน และวิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 200 คน
การค้าส่ง วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 25 คน และวิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 50 คน และค้าปลีก วิสาหกิจขนาดเล็กไม่เกิน 15 คน และวิสาหกิจขนาดกลางไม่เกิน 30 คน
ธุรกิจ SME นับได้ว่าเป็นสุดยอดธุรกิจยอดฮิตในปัจจุบัน เพราะใครก็สามารถเริ่มทำธุรกิจ SME ได้ เนื่องจากมีเงินลงทุนที่ต่ำ สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เพียงแค่เรามีไอเดียและการบริหารธุรกิจของเราดีพอ อีกทั้งยังช่วยให้ประเทศเกิดการหมุนเวียนของเงินได้เป็นอย่างดี ทำให้รัฐบาลและธนาคารต่างๆ สนับสนุนให้คนมุ่งเน้นในการทำธุรกิจ SMEs มากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนเป็นการสร้างรายได้ที่ทำให้เราเป็นเจ้าของกิจการหรือจัดการเองได้ แต่การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้น ก่อนลงทุนให้เราตัดสินใจให้ดีก่อน อย่าลงทุนทั้งๆที่ไม่มีความรู้และยังไม่พร้อม เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเงินและชีวิตของเราไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Tuesday, January 15, 2019

การตลาดออนไลน์ คือ


การตลาดออนไลน์ คือการดำเนินงานหรือกิจการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเพื่อใช้เป็นช่องทางติดต่อกับผู้บริโภค การทำการตลาดออนไลน์ทำให้เราสามารถเจาะจงลูกค้าได้ตรงตามความต้องการ อีกทั้งยังเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคติดต่อสื่อสารกับเราได้ตลอดเวลา


e marketing3

ประโยชน์ของการทำการตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

1. การตลาดออนไลน์เป็นตลาดประเภท Niche Market ผู้บริโภคสามารถเจาะจงได้ว่าจะค้นหาสินค้าอะไร แบบไหน เช่น หากผู้บริโภคต้องการที่จะทำ E-Book เขาก็จะเข้าเว็บไซต์ที่รับทำ E-Book
2. เป็นการแบ่งส่วนตลาดเชิงพฤติกรรม (Behavioral Segmentation) ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการกับใคร แบบไหนก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ ซึ่งหากลูกค้าทราบว่าการใช้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นง่ายกว่าการที่ต้องออกเดินออกจากบ้านไปหาสินค้า แน่นอนว่าพวกเขาก็จะเลือกวิธีที่สะดวกสบายที่สุด
3. ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าต้องการสินค้า แบบไหน สีอะไร ซึ่งความต้องการของแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันออกไป
4. มีลูกค้าอยู่ทุกมุมโลก การตลาดออนไลน์ ทำให้เรา สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม
5. การตลาดออนไลน์ ทำให้เราเหมือนมีพนักงานที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ซึ่งเมื่อเทียบกับการจ้างคนมาทำงานให้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว จะต้องใช้คนมากกว่าสองคนขึ้นไป
6. สามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้มากเท่าที่เราต้องการ การการตลาดออนไลน์ทำให้เราสามารถให้ข้อมูลสินค้าหรือธุรกิจของเราได้เท่าที่เราต้องการ ยิ่งเราลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
7. การตลาดแบบผสม การตลาดออนไลน์เป็นการตลาดแบบผสมเพราะสามารถสร้างกิจกรรม สร้างโปรโมชั่น เป็นช่องทางสื่อสาร และติดต่อลูกค้าได้
8. การตลาดแบบ 2-way ด้วยการตลาดแบบ 2-way ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่านช่องทางการติดต่อผ่านสื่อการตลาดออนไลน์
9. ใช้ต้นทุนต่ำ การตลาดออนไลน์ทำให้เราไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากๆในการสร้างหน้าร้านขึ้นมา ซึ่งต้องเสียแรง เสียเวลา เสียเงิน ในการไปเช่าสถานที่ จ้างคน หรือพนักงาน เราสามารถจัดทำเป็นแคตตาล็อกออนไลน์เพื่อนำเสนอให้กับลูกค้า ซึ่งสามารถเปิดดูได้ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้เราแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังสามารถแสดงผลได้อย่างสวยงามอีกด้วย
10. สินค้าสามารถถูกจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว เช่น เพลง หนัง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์


e marketing7

เครื่องมือหลักๆ ในการทำตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

1. เวิลด์ ไวด์ เว็บ (www) คือ การสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเข้าถึงลูกค้าผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง
2. อีเมล์ (E-mail) จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกับลูกค้า
3. เมล์ลิ่งลิสต์ (Mailing list) คือ คนที่สนใจในเรื่องๆเดียวกัน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
4. เว็บบอร์ด (Web board) หรือ กระดานข่าวซึ่งใช้เป็นที่ถาม-ตอบกันระหว่างผู้ที่สนใจในเรื่องๆเดียวกัน โดยเราสามารถทราบความต้องการของลูกค้าได้ ผ่านกระดานอิเล็กทรอนิกส์นี้

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Monday, January 14, 2019

ทำไมต้องทำการตลาดออนไลน์


การซื้อขายบนโลกออนไลน์นั้นมีมากมายในปัจจุบันและแนวโน้มก็คาดว่าจะมีการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย อีกทั้งโลกออนไลน์ยังสามารถเข้าถึงได้กับคนทุกๆ คนอีกด้วย วันนี้ ลองตามมาดูเหตุผลดีๆ เหล่านี้กันค่ะ

  1. ดึงดูดลูกค้าได้
เพื่อเชื่อว่าการทำการตลาดออนไลน์จะช่วยดึงดูดลูกค้ามาหาข้อมูลสินค้าได้ตรงจุด ทำให้เกิดการขายที่ไม่จำเป็นต้องยัดเหยียดสินค้า
  1. เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย
การตลาดออนไลน์จะทำให้สินค้าเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย เพิ่มโอกาสการทำยอดขายให้สูงขึ้น โดยจะเน้นความน่าสนใจของสินค้าให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้มากที่สุด ตรงจุดที่สุด
  1. สะดวก
การตลาดออนไลน์ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกพื้นที่ เพราะโลกออนไลน์ได้เชื่อมต่อทุกคนบนโลกใบนี้ไว้หมดแล้วนั่นเอง
  1. ประหยัด
เป็นช่องทางที่ประหยัด สามารถนำเสนอสินค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องจ้างนายแบบหรือทำโฆษณาแพง ๆ อย่างเดียว แค่มีคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ก็ช่วยเพิ่มโอกาสให้การทำการตลาดออนไลน์ได้แล้วล่ะค่ะ
ดังนั้น สำหรับใครที่อยากโปรโมทแบรนนด์ และเข้าสู่ช่องทางที่มีโอกาสเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น อย่าลืมลองทำการตลาดออนไลน์กันดูนะคะ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Sunday, January 13, 2019

รับสอน รับทำ SEO โดยทีงาน izeeseo.com


ในยุคที่อินเตอร์เน็ตมีส่วนสำคัญกับการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำธุรกิจ ดังนั้น ผู้ประกอบการหรือแบรนด์จึงต้องปรับตัวที่จะทำธุรกิจในยุคดิจิทัลให้ได้ ซึ่งใครที่กำลังคิดว่าจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ แต่ยังจับทางไม่ได้ว่าต้องใช้ทำตลาดแบบไหน นี่คือ 5 Check-list ของกลยุทธ์ Online Marketing ที่นักธุรกิจยุคใหม่ต้องเรียนรู้

1. Personal branding

การที่จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ จุดเริ่มต้นคือ การสร้างแบรนด์ เมื่อแบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนแล้ว ก็จะสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ได้มากขึ้น เพราะในท้องตลาดคุณอาจไม่ใช่แบรนด์เดียวที่ขายสินค้าประเภทนี้ คุณจึงต้องสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองให้ได้

2. Content marketing

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะเสริมให้ภาพลักษณ์แบรนด์ชัดเจนขึ้น “Content marketing” เกิดจากการนำเสนอคอนเท้นต์ในหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอและกลยุทธ์ของคุณ คอนเท้นต์แต่ละอันก็ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน อาทิ eBooks, บทความ, อีเมล, วิดีโอ ฯลฯ ลองพิจารณาดูว่าคอนเท้นต์แบบไหนที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อลูกค้าของแบรนด์ได้มากที่สุด

3. Search engine optimization (SEO)

SEO ถือเป็นกระบวนการสำคัญของการทำเว็บไซต์ ถ้าอยากให้เว็บถูกค้นหาพบ อยู่ลำดับต้นๆ ของการค้นหา SEO ยิ่งต้องมี ทั้งนี้ แบรนด์สามารถทำ SEO ได้ง่ายๆ เพียงแค่ ทำคอนเท้นต์/บทความที่ไม่เหมือนใคร ไม่คัดลอกมาจากคนอื่น ใส่คำสำคัญๆ ลงไปในบทความ ใส่ Tag/Keyword หรือรายละเอียดให้ครบในเพจ ฯลฯ

4. Social Media Marketing

Social Media อาจไม่ใช่ช่องทางการขายที่สร้างรายได้อย่างรวดเร็ว ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ Social Media จะทำหน้าที่สร้างการรับรู้ และเข้าถึงผู้บริโภค โดยใช้คอนเท้นต์ที่มีประสิทธิภาพเข้ามาดึงดูดผู้บริโภค ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ ทั้งนี้ แบรนด์ต้องหา Insight ของกลุ่มเป้าหมาย ค้นหาว่าแพลตฟอร์มไหนที่มีการใช้งานมากที่สุด และตรงกับไลฟ์สไตล์ของพวกเขา ก้าวต่อไปก็แค่ผลิตคอนเท้นต์ที่ตอบโจทย์

5. Email marketing

อย่าเพิ่งมองว่า Email marketing เป็นเครื่องมือที่เชย แต่เหนือสิ่งอื่นใด Email marketing จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะใช้งบประมาณน้อย นอกจากจะได้โปรโมทสินค้า จัดกิจกรรมหรือโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม แบรนด์ยังได้โอกาสในการเก็บฐานข้อมูลของผู้บริโภคอีกด้วย
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Thursday, January 10, 2019

เทรนด์การตลาดในไทยปี 2019


  1. ให้น้ำหนักสื่อออนไลน์ และออฟไลน์เท่าๆ กัน

ต้องบาล๊านซ์ให้ชัดเจนระหว่างออนไลน์ และออฟไลน์ ไม่สามารถโฟกัสอันใดอันหนึ่งได้เต็มที่ ตอนนี้มองว่าไม่มีสื่อไหนที่ได้ผลแตกต่างกัน ผู้บริโภคเปิดรับทั้งสองสื่อควบคู่กัน จากแต่ก่อนที่มองว่าสื่อออนไลน์จับกลุ่มเป้าหมายได้ ราคาไม่แพง ยิงตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่การแข่งขันในสื่ออนไลน์สูงขึ้น ราคาก็สูงขึ้น ต้องทำควบคู่กันไป
จะเห็นตัวอย่างหลายๆ อัน เช่น แกรมมี่ไปพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มอื่นๆ มากขึ้นอย่าง AIS, Netflix, LINE TV หรืออย่าง BNK48 ก็ไปทำร่วมกับ Workpoint มีแพลตฟอร์มทั้งคอนเทนต์ และสื่อ BNK48 มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ค่อนข้างมาก และเป็น Content Creator ที่มีปริมาณคอนเทนต์ค่อนข้างมาก เมมเบอร์แต่ละคนก็มีการทำคอนเทนต์เองในช่องทางออนไลน์เป็นหลัก แต่ก็มีพาร์ทเนอร์กับ PlanB ในการทำสื่อนอกบ้าน พยายามทำสื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ชัดเจนว่าแต่ละสื่อทำหน้าที่อะไร
  1. การใช้สื่อเก่า แต่ปรับลงสื่อใหม่

แต่ก่อนมีสื่อวิทยุ ทีวี บิลบอร์ด ปริ้น สื่อทีวีในอดีตมีลงโฆษณาแค่ช่อง 3, 5,7, 9 และดิจัทลทีวี แต่ตอนนี้มีหลบไปลง YouTube, Facebook มากขึ้น คนดูทีวีน้อยลง เสพคอนเทนต์ผ่านช่องพวกนี้เยอะขึ้น หรอืถ้าคนที่อยากหลบโฆษณาก็ไป Netflix กลุ่ม Modern TV กลายเป็นช่องทางใหม่ที่พลาดไม่ได้ คนเปิดรับมากกว่าสื่อเดิมๆ และราคาไม่สูงมาก ใครมาก่อนก็โกยก่อน หรือกลุ่มสื่อเดิมอย่างฝั่งหนังสือพิมพ์ นิตยสารก็มีออนไลน์ หรือวิทยุคนก็ไม่ฟังสตรีมมิ่งกัน
ภาพจาก ShutterStock
  1. Facebook ยังคงสำคัญหรือไม่?

ในปีที่ผ่านมามีดราม่าเยอะมาก เรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้ เรื่องอัลกอลิธึ่ม รู้สึกอยากเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยน ไม่ค่อยแคร์ผู้ใช้ อยู่บน Facebook มากก็มีปัญหา ในแง่ของผู้ใช้ก็เบื่อว่าจะทำอะไรกับฉันอีก วันดีคืนดีข้อมูลก็โดนแฮค แล้วจะมั่นใจได้ไงว่าใช้แล้วแฮปปี้ ฝั่งธุรกิจเองก็เซ็งที่ Faccebook ลด Rech ต้องปรับตัวอย่างไร จะเห็นว่าคนเริ่มหนีจาก Facebook มากขึ้นเรื่อยๆ
  1. Adblock มาแน่

คนใช้ Facebook , YouTube หรือโซเชียล มีเดียอื่นๆ จะเจอปัญหาคือเจอแต่โฆษณาเต็มไปหมดเลย จะหนีจากสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร มีโซลูชั่น  Adblock เริ่มมา แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มให้จ่ายเงินเพื่อซื้อแพ็คเกจพรีเมี่ยม แทนที่จะเห็นโฆษณาใน YouTube ก็เป็นโฆษณาของ Adblock แทน
มองว่า Adblock มาแน่ๆ แล้วจะโยงไปถึงในอนาคตที่ว่าจากที่ต้องจ่ายเงินให้แพลตฟอร์มเพื่อโฆษณาของๆ เรา เพื่อไปถึงผู้บริโภค แต่ต่อไปก็จะโฆษณายิงตรงไปหาผู้บริโภคได้เลย อนาคตจะมีการใช้บล็อกเชนในการทำโฆษณา
แคมเปญการตลาดครบรอบ 30 ปี Just do it ของ Nike
  1. ต้องสร้างแบรนด์ให้ Human Touch

ต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นมนุษย์ แล้วต้องทำตามสัญญา ต้อง Walk The Talk แบรนด์ที่โดดเด่นมากทุ่สดในปีที่ผ่านมาคือ Nike เอา Colin Kaepernick นักกีฬาอเมริกันฟุตบอลมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นนักกีฬาที่เรียกร้องสิทธิ์ให้กับนักกีฬาคนผิวสี แคมเปญนี้ทำให้ลูกค้ามีส่วนหนึ่งไม่ชอบ ทำการบอยคอตเผาสินค้า Nike
แต่เขามองแล้วว่าคนกลุ่มนั้นเป็นคนผิวขาวอายุมากที่ไม่ชอบคนผิวสี แต่เขาต้องการได้ใจคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้แคร์เรื่องพวกนี้มาก สนใจเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกันของมนุษย์ คนรุ่นใหม่เปิดรับกับเรื่องพวกนี้ สุดท้ายมันก็คุ้มที่จะได้ใจคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นลูกค้าในอนาคต มากกว่าเอาใจคนรุ่นเก่าที่นับวันมีแต่แก่ลง หุ้น Nike ตกลง และขึ้นมาใหม่ และสุดท้ายรายได้ก็ขึ้น 33% เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่พูดแล้วทำจริงๆ
  1. Influencer ตัวใหญ่ๆ จะกลับมา

ปีที่แล้วพูดถึง Micro Influencer กันเยอะมาก ต้องใช้คนตัวเล็กๆ ที่มีอิทธิพลกับกลุ่มเพื่อน มีผู้ติดตาม 500-1,000 คน แต่พูดกับเพื่อนแล้วเชื่อ แต่ปีนี้ “แม่มา” Influencer ตัวใหญ่ๆ จะลงมาเอง
ปรากฎการณ์นี้เริ่มเห็นตอนความนิยมของ “สู่ขวัญ บุลกุล” ที่ทำกับแพรว เซเลบบล็อก และตอนนี้ Influencer ต่างก็มีทำช่องทางตัวเอง มีสังกัด เป็น Multi Channel Network ซึ่งแพรว เซเลบบล็อกเป็นช่องที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก มีดาราทั้งสู่ขวัญ, แอน ทองประสม, ต้าเหนิง, มาดามแป้ง, มาดามเดียร์, ชมพู่ อารยา, หน่อย บุษกร ใช้บารมีราคามาสร้างอิทธิพลกับคน ซึ่งได้อิมแพ็คระดับหนึ่ง
แต่จุดตัดที่ส่งผลต่อวงการนี้ได้คือ คนที่เคยเป็น Influencer และอาศัยความดังอย่างเดียว จะไม่สามารถอยู่ได้ Influencer ที่จะอยู่ได้ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นทิศทางที่เริ่มเปลี่ยน แบรนด์เริ่มใช้ควบคู่กันทั้งคนดัง และผู้เชี่ยวชาญ ยังมีการใช้ Micro Influencer อยู่ แต่ตัวใหญ่จะกลับมามีบทบาทมากขึ้น
  1. VR/AR จะเริ่มเห็นชัดขึ้น

พูดรวมๆ ว่าเป็น Virtual Experience ซึ่ง VR เป็นเบื้องต้นของ Virtual Experience สามารถวาร์ปไปอยู่ทีอื่นได้ แต่ก่อนมีข้อจำกัดเรื่องความซับซ้อนของอุปกรณ์ การเข้าถึงอุปกรณ์ และมีราคาแพง แต่ตอนนี้เริ่มถูกมากขึ้นราคาไม่กี่ร้อยบาท ต้องใช้คู่กับมือถือ VR มีโอกาสเกิดง่ายขึ้น
ส่วน  AR ตอนนี้ทุกค่ายมือถือทำกันหมดแล้ว แต่อตนนี้ AR ยังไม่เจอแอพพลิเคชั่นที่ทำให้ว้าวจริงๆ และยังไม่ได้สำคัญกับชีวิต แต่เมื่อไรห่ที่มีความสำคัญกับชีวิตจะมีการประจายได้เร็วกว่า VR เพราะไม่ต้องมีอุปกรณ์เสริม ต่อไปอาจจะมีแว่นก็ได้
MR (Mix Reality) ส่องแล้วจะเห็นภาพจริง และภาพไม่จริง สามารถเล่นกับมันได้ด้วย แต่อุปกรณ์ต้องล้ำกว่า อาจจะใช้พวกอีเวนต์
  1. ดาต้าจะเป็นกุญแจสำคัญของธุรกิจ

ปีหน้าจะเจอกับคำว่า Data Activation คือการเอาดาต้ามาปลดล็อกคุณค่าในนั้น และสร้างอิมแพ็ค ได้ยินบิ๊กดาต้ามาเยอะมาก แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมี เช่น วงการธนาคาร ค่ายมือถือ รีเทล หรือแรบบิทการ์ด ดาต้าจะเยอะมากๆ ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆ ต้องหาวิธีเอาดาต้ามาใช้ให้ได้
  1. การลงทุนใน Own Asset

ไม่ว่าจะหนีจาก Facebook หรือพยายามเก็บดาต้า หนีจากสื่อออฟไลน์ ไปออนไลน์ สุดท้ายแล้วไปพึ่งพิง Asset ของคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างของตัวเองขึ้นมา ง่ายที่สุดคือทำเว็บไซต์ ยากขึ้นมาหน่อยคือ ทำแอพพลิเคชั่น ต่อไปอาจจะเป็น  App in App

ตอนนี้จะอยู่แค่บน Facebook อย่างเดียวไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งมีปัญหาแล้วคนบอยคอตเลิกใช้ ต้องกระจายความเสี่ยง และต้องจริงจังกับมัน บาง Own Asset สามารถทำเงินได้ด้วย เช่น การทำอีคอมเมิร์ซ ตอนนี้ทุกแบรนด์อาศัยห้างออนไลน์ ช้อปปี้ และลาซาด้า อนาคตต้องมีร้านของตัวเองที่ปลดล็อกการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้