Monday, February 18, 2019

ทำการตลาดบน Social Network


 เล่น Social network อย่างไรให้ได้ดี “นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อแบบ Spam mail หรือพวก Spam Tag ที่เอาแต่ส่งเมล์ Tag รูปพร้อมกับใช้รูปสาว ๆ น่ารัก แอ๊บแบ้ว ดึงดูดตาดึงดูดใจคนไปวัน ๆ” แล้วบอกว่าเพียงแค่คลิก หรือส่งเมล์ก็สามารถสร้างรายได้ได้แล้ว แต่สิ่งที่กำลังจะบอกต่อไปนี้คือ การเล่น Social Network อย่างถูกต้องและเข้าใจ เครือข่ายสังคมก็สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้คุณได้เหมือนกัน
          การที่ Fanpage หนึ่งจะประสบความสำเร็จ มีจำนวน Fan มาก มีการนำเสนอเนื้อหา มีการพูดคุยอย่างสนุกสนานมีชีวิตชีวา ผู้คนชื่นชอบได้นั้น เบื้องหลังของความสำเร็จไม่ได้อยู่นักการตลาดเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น เปรียบเสมือนกับการทำงานในองค์กร ที่ต้องมีหลายแผนกเพื่อช่วยกันทำงาน ทำหน้าที่ส่วนต่างๆ คอยช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อให้งานออกมาสำเร็จได้ด้วยดี
          การทำการตลาดบนโลกออนไลน์ก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มนักการตลาดที่คอยคิด Strategic เพียงกลุ่มเดียว แล้วจะทำให้ Page สามารถประสบความสำเร็จมีคนชื่นชอบได้ ในซอกในมุมหนึ่งยังมีกลุ่มคนทำงานกลุ่มหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่หลายคนอาจมองข้ามและนึกไม่ถึง นั่นคือ นักเขียนหรือคนที่คอยดูแลหน้า Page คอยพูดคุยกับ Fan คอยตอบปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คนที่คอยมาทักทาย Fan ตอนเช้า และเย็นนั่นหล่ะค่ะ บางองค์กรอาจเรียกตำแหน่งของคนกลุ่มนี้ว่า Online Content, Digital Content, Social Media Content ก็ว่ากันไป แต่ละที่อาจเรียกและให้คำจำกัดความที่ไม่เหมือนกันก็ได้
          ตำแหน่ง Online Content, Digital Content, Social Media Content ยังเป็นตำแหน่งที่ไม่แพร่หลายมากนัก และบางคนอาจจะยังงง ๆ กับชื่อตำแหน่งว่าทำอะไร ตกลงวัน ๆ เค้าจ้างให้มานั่งเล่น Facebook, Twitter, Youtube หรือเปล่า หน้าที่หลักของ Online Content, Digital Content, Social Media Content จริง ๆ แล้วก็ไม่ต่างจาก Web Content เลย คือเน้นการเขียนบทความ เนื้อหา และการอัปเดทหรือ Publish เนื้อหา เพียงแต่เปลี่ยนที่ทางในการเผยแพร่จาก Website มาเป็นบน Social Network แทนเท่านั้นเอง
          Skill หลักในการทำงานก็ยังคงอยู่ที่การเขียนเนื้อหาเป็นหลัก การอัปเดท Status อัปเดทรูปภาพ ประชาสัมพันธ์ข่าวต่าง ๆ บนหน้า Wall อย่างที่เราเห็นกันบ่อย ๆ เช่นตอนเช้าที่จะมีคนมาคอยกล่าวคำว่า “อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เป็นต้น หน้าที่อีกอย่างที่น่าสนใจและสนุกก็คือการได้โต้ตอบ พูดคุยกับบรรดา Fan หลาย ๆ คน บางครั้งกับบางคนที่คุยกัน บ่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกว่า Fan คนนี้เป็นเพื่อนกับเราจริง ๆ ไปเลยก็มี
          การเขียนเนื้อหาลงบน Social Network มีความแตกต่างจากการเขียนบนเว็บอยู่ไม่น้อย เพราะ Social Network คือแหล่งที่จะพูดคุยต่อกัน ดังนั้นการเขียนเนื้อหาจึงต้องแฝงด้วยความเป็นกันเองและเน้นให้เกิดการ Response ของผู้อ่านกลับมามากว่า Website หรือนิตยสาร
          ความสนุกในการทำงานคือการที่คุณจะได้พบปะและพูดคุยกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา คอย Monitoring หน้า Page พูดคุย ตอบคำถามกับบรรดา Fan ของเรา เพื่อให้เป็น Social media อย่างแท้จริงสร้างความเป็นกันเองให้มากขึ้น เหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อนให้หน้า Page เป็นเหมือนหน้า Profile ของเราที่เวลาโพสต์ข้อความอะไรไปแล้วมีเพื่อนมาคอมเมนท์ แล้วเราก็จะคุยกลับกับเพื่อนเหล่านั้นไป จะทำให้ Page ดูมีชีวิตชีวามีตัวตนจริง ๆ และที่สนุกยิ่งไปกว่านั้นคือในหนึ่งวันคุณอาจจะกลายเป็นคนมากกว่าหนึ่งคนก็ได้ ยกตัวอย่างหากองค์กรของมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์อยู่หลายตัว แล้วทุกสินค้ามี Fanpage หมด ดังนั้นการดูแล Page แต่ละกลุ่มเป้าหมาย หรือแม้แต่สินค้าแต่ละตัวก็ย่อมต่างกันออกไปด้วย
          ดังนั้นการเขียนเนื้อหาสำหรับ Page แต่ละ Page ก็แตกต่างกันออกไป บางครั้งตอนเช้าคุณอาจจะต้องนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเป็นคุณแม่ สายหน่อยอาจจะต้องกลายเป็นเด็กวัยรุ่นแอ๊บแบ้ว บ่ายๆ อาจจะต้องเป็นพวกรักสุขภาพ ความสวยความงาม ตกเย็นอาจกลายเป็นหนุ่มเพลย์บอย สาวเพลย์เกิร์ลเตรียมออกไปเริงร่ายามราตรีก็ได้ นี่แหละคือความสนุกของการทำงาน
          การสวมหมวกหลายใบในหนึ่งวันจะทำให้คุณรู้ว่า “เราสามารถเป็นได้มากกว่าที่เราเป็นและเราคิด” และมันก็สนุกไม่น้อยเลย การได้ค้นคว้าหาข้อมูล ที่แตกต่าง และหลากหลายนี่ล่ะที่จะทำให้ไม่เบื่อกับการทำงานที่ต้องนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์
          ที่ยิ่งไปกว่านั้นการทำงานแบบนี้ยังบอกถึงความสามารถและประสิทธิภาพการทำงานของเราได้อีกด้วย จริง ๆ แล้วคนเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ ได้มากกว่าหนึ่งอย่าง และยังเป็นความท้าทายที่จะทดสอบความสามารถของตัวเองด้วยว่าเราสามารถสวมหมวกหลายใบได้หรือไม่ และเรามีความสามารถมากพอที่จะเปลี่ยนบุคลิกของเนื้อหาไปตามเพศ วัย อายุ ความสนใจได้มากแค่ไหน วันนึงคุณอาจจะค้นพบว่าจริง ๆ คุณชอบเพศอะไรมากกว่ากัน หรือชอบเรื่องแนวไหนมากกว่า
          ฟังอย่างนี้แล้วบางคนอาจคิดว่าโห สบายจังเลย งานไม่เห็นยากตรงไหน วัน ๆ ก็แค่เขียนนิด ๆ หน่อยแล้วก็คอยคุยกับ Fan แต่จริง ๆ แล้ว การพูดคุยไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ เราจะคุยอะไรก็คุยได้ อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นฐาน มีความรู้ ความเข้าใจความเป็นไป กลไกการทำงานของ Social Network ว่าเป็นยังไง หลักการทำงานของมันเป็นอย่างไร เล่นให้เป็น เล่นให้ถูกต้องอยู่เหมือนกัน และต้องร่วมมือทำงานให้เป็นไปในทิศทางของ Strategic กลยุทธ์ทางการตลาดที่นักการตลาดได้วางแผนมาว่าให้เป็นอย่างไรด้วย
          ปัจจุบันก็เริ่มมีองค์กรใหญ่ ๆ หลายองค์กรที่หันมาให้ความสนใจและความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น และมีการประกาศรับพนักงาน ในตำแหน่ง Online Content, Digital Content, Social Media Content เพิ่มมากขึ้นแล้ว และนี่อาจเป็นตำแหน่งงานใหม่ ทางเลือกใหม่ในการทำงานให้ใครอีกหลาย ๆ คนที่ชื่นชอบทั้งด้านการตลาด และการเขียนควบคู่กันไปก็ได้ค่ะ
          เหนืออื่นใดการสร้าง Page ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้มีแค่นักการตลาด Content เพียง 2 กลุ่มเท่านั้นแต่ยังมีกลุ่มคนทำงานอื่นที่อยู่เบื้องหลังอีกส่วน ไม่ว่าจะเป็น Programmer หรือ Creative ก็ตาม ทุกคนทุกกลุ่มร่วมกันทำงานความสำเร็จของ Fanpage จึงจะเกิดขึ้น คนเพียงคนเดียวไม่สามารถสร้างบ้านขึ้นมาได้สำเร็จจริงไหมคะ Fanpage ก็เช่นกันค่ะ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Thursday, February 14, 2019

Marketing 5.0 คืออะไร ?

Marketing 5.0 คืออะไร ?

แนวคิดการตลาดยุค 5.0 (Marketing 5.0) ถูกกล่าวขึ้นโดย จอห์น เอลเลียต (John Ellett) ซีอีโอของ nFusion นักเขียนหนังสือการตลาด The CEO Manifesto : A 100-Day Action Plan For Marketing Change Agents และยังเป็นนักเขียนอิสระให้กับนิตยสาร Forbes อีกด้วย โดยเขาได้ให้คำนิยามการตลาดยุค 5.0 ไว้ว่า
“Marketing 5.0 is both disruptive and additive to previous eras. Now, Marketing clouds. And Marketing 5.0 is winning in the Age of personalized Omni-channel experiences”
อย่างที่รู้กันดีว่าธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ในปัจจุบัน ต้องเข้าถึงทุกประสบการณ์ของลูกค้าให้ได้ กลยุทธ์ธุรกิจยุค 4.0 (Marketing 4.0) ที่เน้นการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากที่สุด อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป เราจึงต้องการแพลตฟอร์มธุรกิจที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่ม สร้างความสะดวกสบาย ประสบการณ์ที่ดี และมีการเก็บข้อมูล (Data) เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือการทำการตลาดยุค 5.0 นั่นเอง

Omni-Channel หัวใจสำคัญของการตลาดยุค 5.0

Omni-Channel คือการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่จะใช้ทั้งสองช่องทางหลักนี้มาผนวกเข้าด้วยกัน เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่ม สร้างประสบการณ์ที่ดี และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด จนเกิดเป็นกลยุทธ์การตลาดที่มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกัน (Omni-Channel Experiences) โดยมีช่องทางที่สำคัญ ดังนี้
  • Email Direct Marketing (EDM)

เป็นช่องทางที่เข้าถึงลูกค้าได้เฉพาะเจาะจงที่สุด คุณจึงมีโอกาสนำเสนอ content หรือโปรโมชันเด็ด ๆ ได้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด
  • CRM on Website

เว็บไซต์เป็นช่องทางที่มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือมาก หากเทียบกับช่องทางออนไลน์อื่น ๆ การทำ CRM หรือ Loyalty Program ผ่านเว็บไซต์ จึงเป็นช่องทางที่สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่ดีระหว่างคุณกับลูกค้า
  • Social Media

โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางที่มาแรง และมีความใกล้ชิดกับผู้คนมากที่สุด แต่การจะใช้โซเชียลมีเดียให้ได้ผล คุณต้องหยุด “หว่านแห” ใส่ลูกค้า แล้วหันมาใช้สื่อที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมนำเสนอ Content ที่สอดคล้องกับสื่อและกลุ่มเป้าหมายของคุณมากที่สุดอีกด้วย
  • Mobile Media

มีสถิติมากมายที่ยืนยันว่า Mobile Media คือสื่อที่กำลังได้รับความนิยมที่สุด มาแรงยิ่งกว่า Desktop, Tablet และสื่ออื่น ๆ การที่ร้านค้าของคุณให้ความสำคัญกับแอปพลิเคชัน หรือกิจกรรมต่าง ๆ บน Mobile ก็จะเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากเลยทีเดียว
  • Real-Time Media

สื่อแบบ Real-Time อย่างการ Live ช่วยให้คุณสื่อสารกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพราะคุณสามารถตอบโต้กับลูกค้าได้โดยตรง และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพวกเขาได้มากกว่าการสื่อสารทางเดียว
  • Programmatic Display

การซื้อพื้นที่โฆษณาบนสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Google Display Network, Google Ads หรือ Facebook Ads เป็นวิธีที่คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายที่สุด ช่องทางเหล่านี้จึงมีความสำคัญกับการทำธุรกิจยุคดิจิทัลเป็นอย่างมาก
ได้รู้ถึงช่องทางที่ควรใช้ทำการตลาดยุค 5.0 กันไปแล้ว ต่อไปเรามาดูกลยุทธ์การตลาดที่ควรใช้กันสักอีกสักหน่อย รับรองว่าการทำการตลาดยุค 5.0 ของคุณ ต้องมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการตลาดยุค 5.0

การตลาดยุค 4.0 ที่เน้นใช้สื่อดิจิทัล ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำเสนอ Content หรือโปรโมชันเด็ด ๆ อาจยังไม่เพียงพอ แต่คุณจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่ช่วยให้การใช้ช่องทางเหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเราได้เตรียมข้อมูลดี ๆ ไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว
  • Conversion is King

สำหรับการทำการตลาดยุคดิจิทัล เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “Content is King” แต่คุณเคยตั้งคำถามกับการทำ Content บ้างไหมว่าท้ายที่สุดแล้ว เนื้อหาดี ๆ ที่คุณส่งออกไปถึงกลุ่มเป้าหมายนั้น มันเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นลูกค้าได้กี่คน แล้วเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจได้เท่าไหร่กันแน่ ? ใช่แล้วละ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ ก็คือ Conversion ต่างหาก
  • ประสบการณ์ที่ดี มีอิทธิพลยิ่งกว่าคุณภาพและราคา

เราอาจคุ้นเคยกับการแข่งขันด้านราคาหรือคุณภาพของสินค้า แต่อย่างที่ได้บอกไปว่าการทำธุรกิจยุค 5.0 ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ในอนาคตจึงต้องมีการสร้างประสบการณ์ที่ดี เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างร้านค้าและลูกค้าให้เหนียวแน่น เริ่มจากการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมีวิเคราะห์จนเข้าใจลูกค้ามากที่สุด เพื่อการทำ Loyalty Program หรือนำเสนอกิจกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า จนธุรกิจมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นได้ในที่สุด
  • “ข้อมูล” คือกุญแจดอกสำคัญของธุรกิจยุค 5.0

การทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า คือบันไดขั้นแรกที่จะพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้น ข้อมูล (Data) จึงเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจล้วนต้องการไว้ในมือ ซึ่งแน่นอนว่าระบบจัดเก็บและบริหารข้อมูลต่าง ๆ นั้นได้กลายเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับการทำธุรกิจยุค 5.0 อย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลอย่าง Big data ที่กำลังเข้ามามีบทบาทกับธุรกิจมากมาย และจะยิ่งมีความสำคัญมาขึ้นไปอีกในอนาคต

เรื่องเกี่ยวกับการตลาดยุค 5.0 ที่เราได้พูดถึงไปนี้ อาจดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัวสำหรับใครหลายคน แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นกับโลกของการทำธุรกิจอยู่เสมอ หน้าที่ของเราคือต้องปรับตัวให้ทัน และก้าวนำมันให้ได้ในที่สุด
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Wednesday, February 13, 2019

Inbound Marketing การตลาดแบบคนรู้ใจ



จุดเริ่มต้นเกิดจาก Content Marketing

เมื่อในช่วงที่ผ่านมา เราอาจเคยได้ยินคำว่า Content Is King กันบ่อยมากจากนักการตลาดในบ้านเรา หลายๆ แบรนด์จึงเริ่มหันมาจับทาง ทำ Content Marketing กันมากขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น ทุกๆ คนสามารถผลิตคอนเทนต์ และสามารถเป็นเจ้าของช่องทางการสื่อสารได้ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ ปัจจุบันมีข้อมูลมากเกินที่ผู้คนจะเสพไหว เราจึงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค ‘Content Overload’ อย่างรวดเร็ว พลังอำนาจในการตัดสินใจไม่ได้เป็นของผู้ขายอีกต่อไป เพราะผู้บริโภค จะถูกแบ่งสังคมออกไปตามความชอบ และไลฟ์สไตล์ของตัวเอง นั่นหมายถึง เค้าเลือกได้ว่าจะ เสพ หรือ ไม่เสพ อะไร จึงทำให้แบรนด์ ไม่สามารถพูดแต่สิ่งที่พวกเขาอยากพูดได้อีกต่อไป เพราะถ้าพวกเขาทำแบบนั้น ก็จะไม่มีลูกค้าคนไหนอยากที่จะรับฟัง
เมื่อผู้บริโภคคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริง คุณจะทำอย่างไร? ให้คอนเทนต์ของคุณแตกต่างและได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายตัวจริง เราจึงขอแนะนำ การทำ Inbound Marketing เพราะนี่คือทางเลือกใหม่สำหรับธุรกิจในยุคนี้

แล้ว Inbound Marketing คืออะไร?

Inbound Marketing คือ การทำการตลาดเพื่อให้ผู้รับสารอยากเข้ามาหาเราเอง โดยผ่านการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่า และเป็นประโยชน์ ซึ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของคุณจะตามหาคุณ ได้จากช่องทางต่างๆของคุณเอง เช่น blogs, search engines, และ social media. ฟังแล้วอาจดูคล้ายการตลาดดั้งเดิมที่เราเคยได้ยิน อย่าง Pull Strategy ที่เน้นสร้างช่องทางของตัวเอง และดึงลูกค้าเข้ามาหาเรา และ เกิดการภักดีอย่างยั่งยืน ซึ่งต่างจาก Push Strategy หรือ Outbound Marketing อย่างสิ้นเชิง การตลาดแบบ ‘ผลัก’ เปรียบเหมือนการหว่านเมล็ดนอกบ้าน ผลักข้อมูลออกไปเพื่อให้คนเห็นเป็นจำนวนมาก โดยที่ไม่รู้ว่าใครคือลูกค้าตัวจริง แต่ Inbound คือการปลูกพืชในบ้าน สร้างช่องทางของตัวเองให้มั่นคง ให้คุณค่า ให้ความรู้ ให้ข้อมูล และพาธุรกิจของคุณไปให้ลูกค้าที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ และเมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าของคุณจะตัดสินใจซื้อ บริษัทของคุณจะเป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ในใจของลูกค้า

เหตุผลที่คุณควรเริ่มต้นทำ Inbound Marketing

  • จากการสำรวจบริษัททั่วโลกพบว่า 39% ของบริษัทที่ใช้การทำ SEO สามารถประหยัดงบประมาณการทำการตลาดได้จริง
  • Inbound Marketing ใช้งบประมาณในการสร้างฐานกลุ่มลูกค้าใหม่น้อยกว่าถึง 62% เมื่อเทียบกับการทำ Traditional Marketing หรือ Outbound Marketing
  • จากการสำรวจบริษัททั่วโลกพบว่า 47% ของบริษัทที่ใช้การทำ Social Media Marketing สามารถประหยัดงบประมาณการทำการตลาดได้จริง
  • จากการสำรวจบริษัททั่วโลกพบว่า 55% ของบริษัทที่ใช้การทำ Blog Marketing สามารถประหยัดงบประมาณการทำการตลาดได้จริง
  • การทำ Inbound Marketing จะทำให้ได้ฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นมากกว่า เพราะลูกค้าเป็นคนเดินเข้ามาหาเราเอง
  • ปิดการขายได้มากขึ้น เพราะ คนที่เดินเข้ามาหาเรา มีโอกาสสูงที่เป็นลูกค้าแบบถาวร (Fans)

เริ่มทำ Inbound Marketing ด้วยกรอบแนวคิด (Framework)

Inbound Marketing จะมี Framework ที่วางไว้ เพื่อใช้ในการทำกลยุทธ์ จะประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนหลักๆ ได้แก่ Attract / Converse / Close / Delight โดยที่รายละเอียดในแต่ละขั้นตอนจะมีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 Attract

‘เปลี่ยนจากคนแปลกหน้า (Strangers) ให้กลายมาเป็น ผู้เยี่ยมชม (Visitors)’

เป็นขั้นตอนเริ่มแรกของการทำการตลาดแบบสร้างแรงดึงดูดโดยเป้าหมายก็คือการทำให้กลุ่มเป้าหมายหันมาให้ความสนใจคอนเทนต์ของเรา ซึ่งคนแปลกหน้าที่ว่านี้ จะต้องเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราที่ผ่านการทำ Buyer Persona มาแล้ว เพียงแต่กลุ่มคนเหล่านี้ ยังไม่รู้จักแบรนด์ของเราเท่านั้นเอง วิธีคือ ให้เราดึงกลุ่มคนเหล่า นี้เข้ามายังพื้นที่ของคุณ ผ่านการสร้างคอนเทนต์ดีๆ จากเครื่องมือต่างๆ ที่คุณมีให้เป็นประโยชน์
เครื่องมือที่แนะนำ: Blog , Social Media , Keywords , Pages

ขั้นตอนที่ 2 Convert

‘เปลี่ยนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้กลายเป็นว่าที่ลูกค้า (From Visitors to Leads)’

เมื่อคุณดึงคนแปลกหน้า ที่ใช่เข้ามายังพื้นที่ของคุณแล้ว คุณมีหน้าที่ ที่จะทำให้เค้าอยู่กับคุณไม่เลื่อนผ่านไปไหน นั่นหมายถึง การเปลี่ยนจากคนแปลกหน้า กลายเป็น คนรู้จัก วิธีการเช่น อาจจะติดแบบฟอร์มไว้บนเว็บไซต์ เพื่อเก็บข้อมูล แนะนำให้ เก็บอีเมล์ของคนแปลกหน้าของคุณให้ได้ เพราะ อีเมล์เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากในโลก ออนไลน์ และเสื่อมค่ายากที่สุด สิ่งที่คุณต้องทำ คือทำพื้นที่ของคุณให้น่าสนใจที่สุด และต้องมี ฟอร์ม ให้คนที่สนใจเนื้อหาของคุณ กรอกข้อมูลสำหรับเป็นสมาชิก หรือรับข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ แล้วแต่ที่คุณจะออกแบบไว้
เครื่องมือที่แนะนำ: Call-to-Action , Landing Pages , Form , Contacts

ขั้นตอนที่ 3 Close

‘เปลี่ยนว่าที่ลูกค้าให้กลายเป็นลูกค้าจริงๆ (From Leads to Customers)’

เมื่อคุณได้คนรู้จักมาแล้ว ก็ถึงขั้นตอนที่คุณต้องการให้เกิดขึ้นคือ ‘การปิดการขาย’ แต่ใจเย็นๆก่อน ต้องทำความเข้าใจ ว่า Leads ทุกคน ไม่สามารถกลายเป็น Customers ได้ครบทุกคน เช่น มีคนสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซด์คุณ 1,000 คน (ได้ Leads 1,000 คน) อาจจะมีคนยอมซื้อสินค้าของคุณเพียง 10 คนก็ได้ (ได้ Customers 10 คน) ดังนั้นคุณควรทำอย่างไร? คุณควรที่จะค่อยๆ ทำความรู้จัก ค่อยๆ เก็บข้อมูล และค่อยๆ ส่งมอบคุณค่าให้กับ “คนรู้จัก” ของคุณผ่านการส่งอีเมล และโซเชียลมีเดีย การทำคอนเทนต์ให้คนรู้จัก เราย่อมชำนาญกว่าทำคอนเทนต์ให้คนแปลกหน้า ถูกต้องมั้ยคะ? วิธีคือเราส่งข้อมูลดีๆ มีคุณค่าไปสู่ว่าที่ลูกค้า ของคุณ โดยที่เราไม่ต้องกังวลว่า ข้อมูลของคุณจะสร้างความน่ารำคาญ เพราะเค้าสนใจสินค้า หรือ คอนเทนต์ของเราอยู่แล้ว ซึ่งพอเค้าสนใจ ก็จะนำพาไปสู่ขั้นตอนการซื้อ ในที่สุด เพียงแค่นี้ คุณก็จะได้ ลูกค้าที่น่ารักมาอยู่ในกำมือแล้วค่ะ
เครื่องมือที่แนะนำ: Email , Workflows , Lead Scoring , CRM Integrations

ขั้นตอนที่ 4 Light

‘เปลี่ยนจากลูกค้า (Customers) ให้กลายมาเป็นแฟน (Promoters)’

เมื่อคุณได้ลูกค้า มาซื้อของ ของคุณแล้ว หน้าที่ของคุณยังไม่จบเพียงเท่านี้ คุณมีหน้าที่เปลี่ยนพวกเค้า ให้เป็น Fans ที่ดีของคุณ โดยคุณอาจจะใช้วิธีการเช่น สำรวจความพึงพอใจของพวกเค้าผ่านการทำ Survey เรียกง่ายๆ ว่า การทำบริการหลังการขายให้ดี เพื่อที่ทำให้ลูกค้าของคุณประทับใจ และ ภักดีกับแบรนด์ของคุณ อย่างยั่งยืน
ทำไมเราถึงต้องเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นแฟน ? ขายได้แล้วก็จบๆไปนี่
เพราะ แฟน หรือ Promoters เป็นสิ่งที่ทรงพลังกว่าลูกค้าธรรมดา ก็คือ การบอกปากต่อปาก บอกต่อกลุ่มเพื่อนๆ เพราะถ้าจะมองให้ดี การตัดสินใจซื้อที่ทรงพลัง ยังคงเป็น Mouth to Mouth ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สังเกตได้จากตัวเรา ที่เวลาจะซื้ออะไร เรามักจะปรึกษาเพื่อนเสมอ ดังนั้น จะดีอย่างไร ถ้าเราทำให้ลูกค้าของเรา เป็นกระบอกเสียง ส่งต่อแบรนด์ของคุณ ไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องออกแรง
เครื่องมือที่แนะนำ: Social Media , Smart Call-to-Action , Email , Workflows

เปรียบเทียบ Inbound Marketing VS Outbound Marketing ต่างกันอย่างไร?

ขอบคุณภาพจาก Invoiceberry.com
หลายๆท่านคงสงสัย ว่าเราทำการตลาดแบบเก่าก็ดีอยู่แล้วนี่ มีเงินก็นำไปซื้อโฆษณาให้หมด คนเห็นเยอะก็จะมาซื้อสินค้าของเราเอง วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบให้ดู ว่า Inbound Marketing ต่างจากเดิมอย่างไร
  • Outbound มุ่งขายของ แต่ Inbound เน้นศึกษา

    ลองหลับตานึก ว่าถ้าคุณเป็นลูกค้า คุณจะเลือกซื้อสินค้ากับใคร ระหว่างคนที่ขายสินค้าให้คุณอย่างเดียว กับคนที่รู้จักคุณเป็นอย่างดี นั่นแหละค่ะ คือคำตอบของ Inbound Marketing เพราะ Inbound จะไม่มีการทำการตลาดแบบคาดเดาอีกต่อไป แต่จะเน้นศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค และนำข้อมูลเหล่านั้น มาทำในสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าให้มากที่สุด Inbound จึงเปรียบเหมือนการทำการตลาดแบบเพื่อนที่รู้ใจนั่นเอง
  • Inbound มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า มากกว่า Outbound

  • Outbound เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยเงินมหาศาล Inbound เข้าถึงด้วยคอนเทนต์ที่มีคุณค่า

    หากเป็นการตลาดแบบเก่า เราจะเห็นได้ว่ายิ่งมีเงินมาก ก็จะเข้าถึงผู้บริโภคได้มาก แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว ยิ่งคุณผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณค่าสูงมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะเป็นผู้ชนะในสนามแข่งนั้นๆ
  • Inbound เป็นการดึงดูด แต่ Outbound เป็นการยัดเยียด

    อธิบายง่ายๆคือ การทำ Inbound การที่เราจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ ก็ต่อเมื่อ ลูกค้าเดิน เข้ามาหาเราเอง เป็นคนอนุญาติ และ เต็มใจรับสารจากเรา แต่ Outbound จะเป็นลักษณะ การยัดเยียด ลูกค้าอาจไม่เต็มใจรับสาร หรือไม่ได้อยากเห็นในสิ่งที่เราส่งไปนั่นเอง
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่สามารถพูดได้เต็มปาก ว่าการทำการตลาด Inbound นั้น ดีกว่า Outbound เพราะทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย หลายๆ บริบท เช่น ความเหมาะสมกับธุรกิจ หรือ กิจการคุณหรือไม่ ทั้งนี้ ต้องลองศึกษาให้ถี่ถ้วน แล้วจึงนำมาปรับใช้กับธุรกิจคุณ เพื่อผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด

สรุป

โดยสรุปแล้ว Inbound Marketing ก็คือ การตลาดแบบเน้นการสร้างพื้นที่ของเรา ให้มีคุณค่าเพื่อ ดึงดูดผู้คนเข้ามาในพื้นที่ของเรา โดยมี 3 คีย์เวิร์ด ที่เป็นไอเดียหลักคือ สร้างคอนเทนต์ ส่งมอบคุณค่า และ จะต้องตอบโจทย์ทางธุรกิจ ซึ่งแน่นอน ว่าการทำการตลาดเช่นนี้ ไม่สามารถเห็นผล ในชั่วข้ามคืนแต่ต้องอาศัยเวลา ถึงจะเห็นผลช้า แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา คุ้มค้าแน่นอน เพราะ Inbound Marketing จะทำให้ธุรกิจของคุณ ค่อยโตช้าๆ แต่เติบโต อย่างยั่งยืน
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Tuesday, February 12, 2019

การตลาดออนไลน์ Digital Marketing Trend 2019


1. การใช้ Video Content เพื่อการทำการตลาดออนไลน์ ยังคงเติบโตและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเพราะผู้ชมสื่อในปัจจุบันไม่ใช้เวลาในการดู content นาน ดังนั้น การใช้วีดีโอเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวหรือเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารหรือโปรโมทสินค้าจะทำให้ผู้ชมสื่อสามารถเข้าใจเนื้อหาได้รวดเร็วกว่า และสามารถจดจำได้มากกว่าการดู content ในรูปแบบตัวอักษรหรือภาพนิ่งทั่วไป นอกจาก Video Content จะช่วยในการดึงดูดความสนใจและสร้างการจดจำได้ดีกว่าแล้ว การทำ Video Marketing บนช่องทางออนไลน์ยังสามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งบน Social Media และบน Search Engine ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้ชมได้
pdmcoach_voice_search_for_search_engine_marketing
การใช้ Voice Search (การค้นหาด้วยเสียง) เพื่อการทำการตลาดออนไลน์
2. การค้นหาด้วยเสียง (Voice Search) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาของระบบ AI จึงทำให้การค้นหาด้วยเสียงมีข้อผิดพลาดน้อยลง จึงทำให้การค้นหาด้วยเสียง (Voice Search) ได้รับความนิยมมากขึ้น รวมไปถึงการใช้เครื่องมือ Smart Speaker เช่น Alexa และ Google Home กำลังเริ่มได้รับความนิยมในอเมริกาเช่นเดียวกัน ดังนั้น การใช้ keywords และ content ในรูปแบบการสนทนาอาจมีส่วนช่วยให้ส่งเสริมการทำการตลาดออนไลน์รองรับการค้นหาด้วยเสียงได้
3. การสร้างความเป็นส่วนตัว (Personalization) ให้กับทุก ๆ รูปแบบและช่องทางการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำ content อีเมล รวมไปถึงการใช้เครื่องมือ Chat App ต่าง ๆ เช่น Facebook Messenger, Line, We Chat ฯลฯ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้า ช่วยสร้างความสัมพันธ์ และทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้นด้วย

4. การใช้ Chatbot เพื่อให้องค์กรหรือแบรนด์สามารถให้การบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดย Chatbot สามารถติดตั้งกับเว็บไซต์ Application รวมทั้ง Social Media ได้ พร้อมทั้งสามารถรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ของลูกค้าเพื่อนำมาใช้ในการวางกลยุทธ์การตลาดในช่องทางต่าง ๆ ได้ในอนาคต


5. การค้นหาด้วยภาพ (Visual Search) แม้ว่าการค้นหาด้วยภาพกำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้ในต่างประเทศ แต่คาดว่าในอนาคตจะค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น สำหรับ Google ซึ่งเป็น Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็กำลังอยู่ในช่วงการทำลองใช้เทคโนโลยี Google Lens ที่สามารถจดจำวัตถุและสถานที่สำคัญต่าง ๆ ด้วยระบบ AI ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต ก็น่าจะทำให้การค้นหาด้วยภาพ (Visual Search) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย


6. การทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Influencer (Influencer Marketing) ซึ่งได้รับความนิยมต่อเนื่องมากจากอดีตอยู่แล้ว และในปี 2019 นี้ก็จะยังคงได้รับความนิยมต่อไป เพราะการใช้ Influencer Marketing สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้กว้างกว่า ดึดดูดผู้ชมเฉพาะกลุ่มได้มากกว่า ซึ่งจะเป็นการขยายฐานการตลาดให้กับสินค้าและบริการได้ดีกว่าการที่แบรนด์สินค้าทำโฆษณาด้วยตัวเอง

7. การใช้ Micro-Moment เพื่อทำให้ผู้ชมเกิดการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เนื่องจากอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือที่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ บนช่องทางออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ผู้บริโภคใช้โทรศัพท์มือถือในการเลือกดูข้อมูลที่อยากรู้ได้ในทันทีที่ต้องการ เมื่อข้อมูลนั้นมีความน่าสนใจก็เกิดความต้องการอยากได้ อยากทดลอง และตัดสินใจซื้อได้ทันที ซึ่งหลักการนี้เหมาะสำหรับธุรกิจที่ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายและเร็ว เช่น ร้านอาหาร เครื่องสำอาง เป็นต้น

บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Monday, February 11, 2019

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จด้านการตลาดออนไลน์


เวลาก็ไม่ค่อยจะมี เครื่องมือและกลยุทธ์ใหม่ๆก็มีเข้ามาตลอดเวลา ทำการตลาดแบบไหนถึงจะส่งผลที่ดีที่สุดกับยอดขาย … ลองมาดู 4 ขั้นตอนพื้นฐานที่ทุกธุรกิจควรรู้และทำตาม
  1. ตั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการ
    ไม่ว่าจะทำโฆษณาผ่าน social media หรือการสร้างเว็บไซต์ให้บริษัท สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการรู้จักกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในธุรกิจประเภท B2B หรือ B2C การที่เรารู้ว่าธุรกิจสร้างมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายใด จะมีส่วนช่วยในการปรับ content ให้ดึงดูดความสนใจและยังเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากขึ้น
    เวลาสื่อสารกับลูกค้า คุณควรจะรู้ถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่กลุ่มเป้าหมายของเราจะต้องพบเจอในทุกๆวัน การที่เรารู้ถึงปัญหาของกลุ่มเป้าหมายและสามารถเสนอทางออกที่ดีให้ได้ จะส่งผลให้ลูกค้าหน้าใหม่เริ่มสนใจและติดต่อเข้ามาเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือตัดสินใจมาเป็นลูกค้าของเราในที่สุด
  2. เว็บไซต์ดีที่นั้นไม่มีวัน “เสร็จสมบูรณ์”
    เว็บไซต์นั้นก็เปรียบเสมือนหน้าออฟฟิศของเราในโลก online ถ้าเราไม่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ทำครั้งเดียวจบให้มันผ่านๆไป โดยที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกวิธี สักวันนึงมันก็จะกลายเป็นออฟฟิศที่เก่าและไม่มีคนอยากจะเข้ามาเยี่ยมชม
    การบริหารธุรกิจที่ดีควรจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เว็บไซต์ก็เช่นกัน เนื้อหาต่างๆบนเว็บไซต์ควรได้รับการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจของเรา ซึ่งลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราก็จะสามารถติดตามข่าวสารและความก้าวหน้าในการบริการใหม่ๆของเราได้จากทางเว็บไซต์เช่นกัน
    การมีเว็บไซต์ที่ดีมักจะส่งผลให้เราเป็นที่รู้จักในตลาดมากขึ้น สร้างโอกาสในการติดต่อกับลูกค้าหน้าใหม่ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของเรา ในทางกลับกัน ถ้าเว็บไซต์ของเราใช้งานยาก, ดูไม่ทันสมัย, ไม่น่าเชื่อถือ, มีข้อมูลไม่เพียงพอ ก็จะสร้างประสบการณ์แย่ๆให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมชม และไม่ก่อให้เกิดโอกาสในการติดต่อซื้อ - ขาย
  3. สร้างจุดยืนและความแตกต่างให้ธุรกิจของเรา
    ทุกวันนี้เราทำอะไรต่างจากคู่แข่งบ้าง? คำสัญญาที่จะให้บริการที่ดี มีคุณภาพ ต่างๆนานานั้นเพียงพอไหมในการสร้างจุดยืนและความแตกต่างทางธุรกิจ
    ลองมาดู 3 วิธีง่ายๆที่จะทำให้ธุรกิจของเราโดดเด่นจนลูกค้าหน้าใหม่ประทับใจกัน
      สร้างบุคลิกให้กับ Brand - ศึกษาและลงทุนกับบริษัทที่สามารถให้บริการด้านการตลาดอย่างมีคุณภาพได้ ตั้งแต่งานออกแบบ, การเขียนเนื้อหาและการทำโฆษณาต่างๆ
      รวบรวมรีวิวจากลูกค้าที่พอใจกับการบริการ - รีวิวที่ลูกค้าเขียนให้ หรือถ้าเป็นคลิปวิดีโอก็จะดีที่สุด เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อยืนยันจากคนที่เคยใช้งานและบริการของเรามาแล้ว ทำให้ลูกค้าหน้าใหม่มีความมั่นใจในการทดลองใช้บริการหรือสินค้ามากขึ้น
      นำข้อผิดพลาดและคำวิจารณ์มาพัฒนาต่อ - เก็บเกี่ยวประสบการณ์และข้อผิดพลาดของตัวเองและคู่แข่ง รวมถึงคำวิจารณ์ทั้งหลาย เพื่อมาพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
  4. ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมในการต่อยอดธุรกิจ
    เราควรเลือกช่วงเวลาในการทำการตลาดให้เหมาะสม เลือกใช้ข้อความหรือโฆษณาที่ชัดเจนและเหมาะกับสถานะของลูกค้าของเราว่าอยู่ในขั้นไหนของ Sales Funnel ข้อความที่จะถูกส่งไปยังลูกค้าหน้าใหม่ ไม่ควรจะเป็นข้อความเดียวกันกับที่จะถูกส่งไปหาลูกค้าเก่าที่อยู่กับเรามาอย่างยาวนาว
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Sunday, February 10, 2019

การตลาดรูปแบบเก่าของธุรกิจอสังหาฯ


ในปัจจุบันนี้ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการใหญ่ไปจนถึงโครงการเล็ก และแน่นอนว่าการแข่งขันกันทางด้านการตลาดก็ยิ่งมีการแข่งขันสูงและเข้มข้นมากขึ้นโดยการทำการตลาดสำหรับธุรกิจอสังหาฯที่เด่นชัดที่สุด ที่ใครหลายๆคนอาจจะคุ้นชินนั่นก็คือ การทำแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ริมถนนนั่นเอง
ใช่ค่ะ การตลาดรูปแบบเก่าของธุรกิจอสังหาฯนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการโฆษณาตามพื้นที่ใกล้เคียง หรือตามจุดที่คิดว่าคนจะต้องเห็นและสะดุดตาเมื่อได้ผ่านบริเวณนั้น หรือก็คือการตั้งป้ายโฆษณานั่นเอง
แต่ด้วยปัจจุบัน ที่ก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 แล้วนั้น สำหรับ การทำการตลาดสำหรับธุรกิจ SME นั้น การทำการตลาดออนไลน์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ไม่ว่าธุรกิจไหนก็ต้องลงมือทำ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจอสังหาฯก็เช่นกัน ! ดูได้จาก 
มีหลายแบรนด์ที่ได้เห็นความสำคัญ และได้เข้ามาทำการตลาดออนไลน์กันแล้ว แต่ก็ยังหลายๆแบรนด์ที่ยังไม่ได้ก้าวเข้ามาสู่การตลาดออนไลน์อย่างเต็มตัว เพราะยังไม่เห็นถึงประโยชน์ของการทำการตลาดออนไลน์ ขาดความเข้าใจในการทำการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจอสังหาฯ รวมถึงแผนการทำการตลาดๆที่อาจจะคาดไม่ถึง
แต่รู้หรือไม่ว่า โครงการอสังหาฯหลายๆโครงการ สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วด้วยการทำการตลาดออนไลน์มาแล้วนับไม่ถ้วน และถ้าหากว่าในวันนี้ธุรกิจของคุณ ยังไม่ได้เริ่มศึกษาและลงมือทำการตลาดออนไลน์
ขอให้รู้เลยว่า คุณได้ก้าวช้ากว่าคู่แข่งไปแล้วหลายก้าว !

ฉะนั้น อย่ารอช้าเลยค่ะ สำหรับหัวข้อนี้ จะเป็นการทำการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ที่จะช่วยให้นักลงทุนหรือนักการตลาดทุกคนมีแนวทางในการทำการตลาดที่ดีมากยิ่งขึ้น กับ 7 แผนการตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจอสังหาฯ ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ! รีบไปดูกันเลยค่ะ


  1. ทำ Lead Generation

การทำ Lead Generation คือการหาข้อมูลของลูกค้า ผ่านการใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ที่ข้อมูลของลูกค้าที่จะได้มานั้น จะเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพ เพราะเป็นข้อมูลของลูกค้าที่สนใจในสินค้าและบริการของเราจริงๆ ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดในการวางแผนและพัฒนาแผนการตลาดต่อไปได้
ซึ่งการทำ Lead Generation นั้น สามารถทำได้หลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นผ่านการทำ Landing Page , การทำแถบเมนู Contact Us แล้วให้ลูกค้ากรอกข้อมูลเพื่อใช้ในการติดต่อกลับ หรือรวมไปถึงการใช้ Facebook Fanpage เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับลูกค้าด้วยก็ได้เช่นกัน
การได้ข้อมูลของลูกค้าที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และนำมาสร้าง Buyer Persona จะทำให้สามารถนำ Buyer Persona ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สร้างขึ้นมานั้น มาใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนด้านการตลาดออนไลน์ให้กับธุรกิจอสังหาฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุด ด้วยวิธีที่เหมาะสม และช่วยให้สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
โดยวิธีการทำ Lead Generation เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของลูกค้านั้น ส่วนใหญ่จะนำหลักการของการทำ Inbound Marketing มาใช้ในการวางแผนการตลาด
หรือสำหรับใครที่รู้จัก Inbound Marketing อยู่แล้ว แต่อยากจะได้เทคนิคในการหา Lead ที่มีประสิทธิภาพและสามารถนำมาใช้ได้จริง สามารถคลิกเพื่อดาวน์โหลด 30 วิธีการหา Lead เพื่อสร้างยอดขาย ไปศึกษาต่อกันได้เลยค่ะ


  1. ยิงโฆษณา (ยิง Ads.)

การยิง ads. เกี่ยวกับธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นตัวสินค้า บริการ หรือแม้แต่ตัวแบรนด์เอง จะทำให้ธุรกิจของเรามีตัวตนขึ้นบนโลก ให้คนได้รู้จักและรับรู้ถึงการมีอยู่ของแบรนด์ของเรา
ซึ่งการยิง Ads. ในช่องทางที่ทำแล้วให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ได้แก่ Facebook , Google , Youtube และ Line ตามลำดับ
โดยกลยุทธ์ในการยิง Ads. นั้น จะขึ้นอยู่กับ Buyer Persona ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่าเป็นแบบใด การเลือกให้ Ads. นั้นส่งไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากยิ่งขึ้น
  1. การมีโปรโมชั่นที่ดึงดูด

"ใครๆก็ชอบโปรโมชั่น" ยังคงใช้ได้เสมอ ยิ่งโดยเฉพาะโปรโมชั่นที่น่าดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็นลด แลก แจก หรือแถมก็ตาม แต่การทำโปรโมชั่นนั้นก็ต้องเกิดจากการวิเคราะห์ Buyer Persona เช่นกัน ว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรานั้น จะถูกดึงดูดด้วยโปรโมชั่นไหนมากที่สุด หรือเกิดจากการวิเคราะห์แบรนด์ของเรา ว่าเหมาะสมกับโปรโมชั่นแบบไหนมากกว่ากัน เช่น โครงการอสังหาฯราคาหลักสิบล้าน แต่มีโปรโมชั่นลดราคามากมายจนเกินไป จะทำให้ผู้ซื้ออาจรู้สึกลังเลเพราะการลดราคา เพราะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้ออสังหาฯในราคาหลักสิบล้านได้นั้น ส่วนใหญ่จะไม่สนใจในเรื่องการได้ลดราคาสักเท่าไหร่ แต่จะสนใจในเรื่องของคุณภาพและสิ่งแวดล้อมต่างๆมากกว่า เป็นต้น
  1. เน้นการขายไว ด้วยการสร้างอสังหาฯ ที่มีราคา 2-3 ล้าน

จากผลการสำรวจจากทีมที่ทำการตลาดให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายๆแห่ง การขายอสังหาฯที่มีมูลค่าประมาณ 2-3 ล้านนั้น จะสามารถปิดการขายและปิดโครงการได้อย่างรวดเร็วมากกว่าอสังหาฯมูลค่าที่สูงขึ้น เนื่องจากคนในปัจจุบันนั้นมีคนที่เรียกได้ว่า "วัยกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว" อยู่เป็นจำนวนมาก จึงเกิดความต้องการซื้ออสังหาฯในราคาที่สามารถรับผิดชอบได้ด้วยตัวเองไหวขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้อสังหาฯที่มีราคาในช่วงนี้ ขายออกได้ไวกว่าช่วงราคาอื่น
  1. แสดง Customer Review ที่ดี

หลายๆโครงการที่สามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างท่วมท้นนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีรีวิวจากผู้ใช้จริงที่ดีมานำเสนอให้แก่ลูกค้าคนอื่นๆผ่านช่องทางการตลาดนั่นเองค่ะ
ซึ่งรีวิวที่ว่านั้นจะต้องเป็นรีวิวที่มีแต่ความรู้สึกที่ดีในการใช้สินค้าและบริการของเราเท่านั้นนะคะ
เพราะการได้รับรู้ถึงความรู้สึกดีๆของผู้ใช้จริงๆ นอกจากจะช่วยให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีขึ้น จะช่วยให้การตัดสินใจในการซื้อมีมากยิ่งขึ้นได้ เหมือนกับถ้าต้องเปรียบเทียบกับอีกแบรนด์ ที่มีแต่รีวิวที่ไม่ดีของผู้ใช้จริง แบรนด์ที่มีรีวิวที่ดีก็จะมีแนวโน้มในการถูกเลือกซื้อมากกว่าอย่างแน่นอนอยู่แล้ว
  1. การสร้างคลิปวีดิโอเพื่อใช้ในการโฆษณา

แน่นอนว่า การดึงดูดใจลูกค้าด้วยการทำการตลาดออนไลน์นั้น ส่วนใหญ่จะถูกดึงดูดด้วย "รูปภาพโฆษณา" เป็นอันดับแรก ดังนั้นจึงต้องใช้รูปโฆษณาที่สวยงามและน่าสนใจในการเรียกความสนใจของลูกค้า ให้ลูกค้ารู้สึกอยากคลิกเข้ามาอ่านหรือชมข้อมูลเพิ่มเติม
แต่สำหรับการทำการตลาดในขั้นตอนสุดท้าย ในส่วนที่เป็นการเน้นย้ำให้กับลูกค้าที่สนใจในแบรนด์ของเรานั้นอยากเลือกซื้อสินค้าของเรา ก็คือการนำเสนอวีดิโอ ที่จะเผยให้เห็นความสวยงามของส่วนต่างๆของอสังหาฯของเราในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวให้แก่ลูกค้านั่นเอง

  1. การหา Consultant ในการทำการตลาดออนไลน์

ในหลายๆแบรนด์ที่ยังไม่ได้เข้ามาทำการตลาดออนไลน์นั้น อาจมีสาเหตุมาจาก การไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นการทำการตลาดออนไลน์อย่างไร ซึ่งการหา Consultant มาช่วยในการทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์ทางการตลาด วิเคราะห์หากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หรือแม้แต่การยิง Ads. ก็เป็นอีก 1 กลยุทธ์ที่หลายๆแบรนด์มองข้ามไป เพราะการมีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์และความสามารถสูงนั้น จะช่วยให้สามารถทำการตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยให้สามารถนำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุดค่ะ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้

Tuesday, January 29, 2019

เทคนิคสร้างการตลาดออนไลน์ให้ยอดขายพุ่ง! ปัง ปัง ปัง


เทคนิคสร้าง การตลาดออนไลน์ ให้ยอดขายพุ่ง! ปัง ปัง ปัง

ในสังคมที่โลกออนไลน์กำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอน อีกทั้งความรวดเร็วและความสะดวกสบายของโลกออนไลน์ยังถูกนำมาใช้ประโยชน์กับกลุ่มคนทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะการตลาดออนไลน์ ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำให้ผู้อื่นรู้จักเราหรือสินค้าของเราได้อย่างกว้างขวาง

ในวันนี้เรามาดูวิธีที่จะสร้าง การตลาดออนไลน์ ให้ยอดขายเราพุ่งกระฉูดกันดีกว่า

1. สร้างความแตกต่าง

หนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการขายสินค้านั้นต้องหาความแตกต่างเพื่อที่จะดึงดูดใจลูกค้าให้มาชื่นชอบสินค้าเรา หรือไม่ดึงสิ่งที่เป็นตัวเราออกมาให้มากที่สุด ลองดูสิ สินค้าเหมือนกันแต่มีเอกลักษณ์ในการขายต่างกัน คุณว่าแบบไหนจะขายดีมากกว่า

2. เน้นการทำ SEO

เป็นการโปรโมทเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหาด้วยการใช้ keyword เมื่อติดอันดับต้น ๆ แล้ว คนก็จะคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรามากขึ้น โอกาสที่เว็บไซต์จะเป็นที่รู้จักก็มีมาก  ทำให้โอการที่สินค้าเราจะขายได้ก็มีมากเช่นกัน

3. ใช้ Social ให้คุ้มค่า

สังคมออนไลน์อย่าง facebook, twitter หรือ Instragram ที่รู้จักในเวลานี้ นับว่าเป็นช่องทางทำการตลาดทำให้คนรู้จักกันอย่างกว้างขวางและเป็นการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการบอกต่อได้อย่างง่ายดาย

4. หมั่นสร้างแคมเปญให้ต่อเนื่อง

ลด แลก แจก แถม ควรจัดให้ลูกค้า อย่างสม่ำเสมอ เพราะมีการแข่งขันกันสูงในร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ในหมวดสินค้าตัวเดียวกัน ดังนั้นในการขายเราจะต้องมีกลยุทธ์ในการเรียกลูกค้า เทคนิคเหล่านี้ก็จะถือเป็นข้อได้เปรียบกว่าร้านค้าออนไลน์อื่นๆ อย่างมากในการตัดสินใจเลือกช็อปสินค้าเรา

5. สร้างลูกค้าขาจรให้เป็นขาประจำ

ลูกค้าถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราต้อง สร้างความประทับใจในการซื้อขายให้กับลูกค้า ครั้งต่อไปเขาจะได้กลับมาซื้อร้านเราบ่อยๆ จนกลายเป็นลูกค้าขาประจำ เพราะหากลูกค้าเบี่ยงเบนความสนใจจากร้านคุณไปร้านอื่นแล้วคงยากที่จะเรียกกลับมา การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและสร้างความพึงพอใจนั้นเป็นสิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะการหาลูกค้าใหม่นั้นยากกว่าการรักษาลูกค้าเก่าหลายเท่านัก

เป็นไงกันบ้างคะ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วพอจะมีทางที่จะทำให้ยอดขายการตลาดออนไลน์ ของเราพุ่งกระฉูดได้หรือไม่ นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่นำเสนอให้อ่านกันเท่านั้นนะคะ เพราะบางคนอาจจะมีวิธีการสร้างหลัก การตลาดออนไลน์ ที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ผู้ขายควรปฏิบัติอยู่เสมอเพื่อให้การขายของตัวเองมีประสิทธิภาพและเพิ่มยอดขายได้ คือ การสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ทั้งระหว่างการซื้อขาย จากการให้บริการและคำแนะนำสินค้า รวมไปถึงการซื้อขาย ด้วยการให้บริการหลังการขายในรูปแบบต่างๆ ค่ะ
บริการสำหรับลูกค้าต้องการทำโฆษณา ติดหน้าแรก google/Facebook/IG และเรายังสามารถ รับสอน seo ขั้นพื้นฐานได้ และอยาก รับทำ seo เราก็จะจัดให้